วิบากกรรมดอกเบี้ย LIBOR

วิบากกรรมดอกเบี้ย LIBOR

ในตลาดเงินมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกใช้อ้างอิงในการทาธุรกรรมต่างๆ หรือที่เรียกว่า Reference rate อยู่หลายอัตรา

 ยกตัวอย่าง Reference rate ที่คนไทยส่วนมากคุ้นเคยคือ MLR อันเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ใช้อ้างอิงในการกู้ยืมประเภทต่างๆ แต่ในระดับสากล อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่เป็นที่นิยมที่สุดคงหนีไม่พ้นอัตราดอกเบี้ย London Interbank Offered Rate หรือ LIBOR

LIBOR เป็นอัตราดอกเบี้ยที่เป็น LIBOR Fixing ซึ่งดำเนินการเผยแพร่โดย British Bankers’ Association ในตลาดซื้อขายเงินตราที่กรุงลอนดอน (ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาภายใต้การดูแลของ The Intercontinental Exchange) สำหรับเงินสกุลต่างๆ 10 สกุล (มีสกุลเงินที่ Active 5 สกุล) ซึ่งวิธีการ Fixing กำหนดอัตราดอกเบี้ยคร่าวๆ ก็คือ จะมีธนาคารที่ทำหน้าที่เป็น Contributors ทำหน้าที่ Quote ราคาหรืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารยินดีปล่อยให้กู้ยืมกันระหว่างธนาคารตามอายุคงเหลือต่างๆ กันตั้งแต่ Overnight จนถึง 12 เดือนรวมทั้งสิ้น 15 Tenors โดยอัตราดอกเบี้ยของธนาคารใดที่มีค่าเบนออกไปจากของธนาคารอื่นมากๆ จะถูกตัดออกไป แล้วนาตัวที่เหลืออยู่มาทำการเฉลี่ยและเผยแพร่ให้กับสาธารณชนทั่วไปในเวลา 11 โมงเช้าของทุกวันทำการ (เวลาตลาดลอนดอน)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง US Dollar LIBOR ที่เป็นดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับการทาธุรกรรมทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากมายหลายประเภท ทั้งยังเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงที่สำคัญ ในการกำหนดราคาตราสารประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว อีกหลายประเภทและหลายสกุลเงิน ไม่ว่าจะเป็น Interest rate swap, Cross currency swap, ตราสารอนุพันธ์ที่มีอัตราดอกเบี้ยเป็นหลักทรัพย์อ้างอิง ตลอดจนดอกเบี้ยเงินกู้บางประเภท

ประมาณการกันว่า ขนาดของธุรกรรมที่มีการอ้างอิงกับ LIBOR เป็นปริมาณเงินถึง 300 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 10,000 ล้านล้านบาท (บางแหล่งข้อมูลรายงานว่ามีถึง 800 ล้านล้านดอลลาร์) โดยผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับ LIBOR นั้นแทบจะเกี่ยวข้องกับทุกคนที่อยู่ในตลาดเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์, บริษัทหลักทรัพย์, ธนาคารกลาง, บริษัทประกันชีวิต, กองทุนต่างๆ ตลอดจนบริษัทที่ทำการค้าขนาดใหญ่ แม้กระทั่งประชาชนทั่วไป

จากการที่ LIBOR มีที่มาจากการสำรวจอัตราดอกเบี้ยนี้เองจึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารบางแห่งอาจจะทำการบิดเบือน (Manipulation) ตัวเลข LIBOR เพื่อผลประโยชน์บางประการ ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารบางแห่งที่อาจมีปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งโดยปกติอาจจะต้องมีอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินในระดับสูง (เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องของธนาคาร) อาจจะทำการประกาศดอกเบี้ย Offer rate และ Bid rateในระดับที่ต่่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าตัวธนาคารนั้นๆ ยังมีฐานะทางการเงินที่ดีอยู่ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อธนาคาร

หรือในอีกกรณีหนึ่งที่อาจเป็นไปได้คือ ธนาคารบางแห่งอาจจะมีการทาธุรกรรมด้านตราสารอนุพันธ์ที่มีการอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย อาจจะมีการบิดเบือนตัวเลข LIBOR เพื่อให้ราคาของตราสารอนุพันธ์นั้นๆ เป็นไปในทางที่เป็นกับโยชน์กับตัวธนาคารเอง

จนกระทั่งในปีช่วงเดือนเมษายนปี 2008 Wall Street Journal ได้ตีพิมพ์บทความที่ชี้ให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ย LIBOR ที่ใช้กันอยู่อาจเป็นตัวเลขที่มาจากการรายงานที่ผิดพลาด โดยความจงใจของธนาคารผู้ทำหน้าที่เป็น Contributor bank แต่บทความดังกล่าวยังเป็นเพียงแค่ข้อสังเกต ไม่ได้มีการอ้างอิงตัวเลขหรือการทดสอบที่สรุปว่ามีการจงใจปั่นอัตราดอกเบี้ย LIBOR แต่อย่างใด

แต่ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการตั้งข้อสงสัยกับกระบวนการการได้มาซึ่งตัวเลข LIBOR และความโปร่งใสของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ จนกระทั่งในที่สุดหน่วยงานกำกับดูแลของทางฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง จนกระทั่งในปี 2012 ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ยินยอมจ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวนเงินหลักหมื่นล้านบาท และหลังจากนั้นธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาปั่น

ขณะที่กระบวนการปฏิรูป LIBOR นั้นได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการสืบสวนหาผู้กระทำผิด โดย British Bankers’ Association ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่กำหนดราคา LIBOR ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ กล่าวคือในคณะกรรมการของ British Bankers’ Association กลับมีคณะกรรมการบางส่วนที่มาจากธนาคารพาณิชย์ที่มีหน้าที่รายงานตัวเลข LIBOR ส่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่รัดกุมในการกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ย LIBOR ให้มีความเที่ยงตรงเท่าที่ควร และในที่สุดหลังจากมีการสอบสวนเอาผิดกับธนาคารต่างๆ และมีการปรับเงินเป็นจำนวนมหาศาล การบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ย LIBOR ได้ถูกเปลี่ยนผู้มีอำนาจการบริหารจัดการจาก British Bankers’ Association มาเป็น The Intercontinental Exchange

แม้ว่า LIBOR จะมีปัญหา และมีความพยายามที่จะหาอัตราดอกเบี้ยอื่นมาทดแทน แต่ก็คงจะเป็นการยากมากที่จะมีการนำอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตัวอื่นมาใช้แทน LIBOR ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมาอย่างยาวนาน

............................

พงศ์พิชญ์ พิณสาย