โลกเพียงใบเดียวที่ต้องรักษา

โลกเพียงใบเดียวที่ต้องรักษา

การประชุมภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงของโลกดำเนินมา 11 วัน

และต้องหาบทสรุปให้ได้เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ หลังจากในช่วงวันเปิดประชุมสุดยอดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน มีผู้นำจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกไปร่วมงาน อย่างประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ ที่รับปากหลังจากหารือทวิภาคีนอกรอบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ว่าจะร่วมมือกันผลักดันให้ได้ข้อตกลงระดับโลกฉบับแรก เพื่อจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นต้นเหตุของโลกร้อน

สหประชาชาติเป็นเจ้าภาพการประชุมภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมาทุกปีตั้งแต่ปี 2538 แต่ความพยายามครั้งก่อนๆ ไม่ค่อยได้ผล เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างหนักระหว่างประเทศร่ำรวยกับยากจน มาในครั้งนี้คำสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากหลายประเทศ คงไม่เพียงพอที่จะไปถึงเป้าหมายของการรักษาอุณหภูมิในโลก ไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 2 องศาเหนือกว่าระดับของช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงมีความพยายามจัดวางกลไกเพื่อดูว่าประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามคำสัญญาหรือไม่

การประชุมเพื่อเจรจาจัดทำข้อตกลง ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับว่ามีความสำคัญ และจะส่งผลพวงอย่างต่อเนื่องหากผู้เข้าร่วมประชุมกลับบ้านมือเปล่า ก่อนหน้านี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ก็ได้เตือนแล้วว่าหากไม่ลงมือทำเร็วๆ นี้ มนุษยชาติจะเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง อย่างภัยแล้งที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำให้ประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก จมหายไป ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าหากไม่มีการลงมืออะไรเพิ่มเติม โลกจะร้อนขึ้นประมาณ 4 องศาภายในปลายศตวรรษนี้เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายระบุว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดหายนะ เพราะการปล่อยก๊าซตามปกติจะทำให้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงในวงกว้างชนิดที่ไม่สามารถนำกลับคืนได้ ขณะที่กลุ่มวิจัยไคลเมทเซนทรัลระบุว่าแม้ในกรณีที่อุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาตามเป้าหมายที่สหประชาชาติกำหนดไว้ ผืนดินอันเป็นที่อยู่ของผู้คน 280 ล้านคนในปัจจุบัน ก็ยังจะจมน้ำ

ขณะเดียวกัน ซูเปอร์พายุหรือพายุที่มีความรุนแรงมาก อากาศที่หนาวไปถึงกระดูก และคลื่นความร้อนรุนแรง อาจเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น แม้ยังสรุปลงไปไม่ได้ว่าสภาพอากาศบางอย่างเชื่อมโยงถึงโลกร้อน แต่การวิจัยล่าสุดระบุว่าภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง พายุหิมะรุนแรง ไต้ฝุ่น และคลื่นความร้อน นอกจากนั้น โลกร้อนยังอาจทำให้เกิดภัยแล้งยาวนานและน้ำท่วมรุนแรง อันหมายความว่าบางพื้นที่ของโลกจะมีน้ำไม่พอ และบางพื้นที่มีน้ำมากไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คน บ้านเรือน และพืชผล

แน่นอนว่าไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบ จากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แล้ว เห็นได้จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แปรปรวนไปมากในปัจจุบัน ซึ่งในฐานะประเทศเกษตรกรรมนั้น ความแปรเปลี่ยนไปจากเดิมของสภาพอากาศ อันส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงในบางพื้นที่ ย่อมกระทบต่อการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ในภาพรวมแล้วสถานการณ์ทั้งในส่วนของโลกและไทยดูเหมือนมีแต่จะเลวร้ายลง หากไม่เร่งลงมือแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ ทั้งในระดับโลกและการแก้ไขในระดับประเทศ