เสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูป:การศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

เสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูป:การศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ในการรับฟังเสียงของประชาชนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ผ่านมา ในประเด็นการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 และประเด็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา พบว่ามีหลายเรื่องที่น่าสนใจและสมควรหยิบยกเพื่อให้สภาขับเคลื่อน (สปท.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาอย่างจริงจังเพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ในประเด็นด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลปัจจุบันที่บริหารจัดการภายใต้การคุ้มครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พยายามแก้ปัญหาการศึกษาของประเทศภายใต้ภาวะความกดดันที่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความรู้ความสามารถและตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคคลากรจำนวนมากที่มีความพร้อมและทักษะในการปฏิบัติงาน และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้กับอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ที่ทุกประเทศได้เตรียมพร้อมในทุกมิติของการแข่งขัน ท่ามกลางสภาวะกดดันเช่นว่านี้รัฐบาลพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการด้านการศึกษาในหลายๆด้านอาทิโครงการลดชั่วโมงเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ให้กับนักเรียน เข้มงวดในการประเมินการศึกษาในระดับต่างๆโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาให้อยู่ในมาตรฐานที่สูงขึ้น ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาอาชีวศึกษากับภาคอุตสาหกรรมในการสร้างเสริมทักษะให้ผู้จบการศึกษาด้านอาชีวมีทักษะที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคเอกชนได้

แรงกดดันส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาของประเทศสูงสุดเกือบทุกปีงบประมาณที่ผ่านมา แต่ระดับความสามารถในการแข่งขันของเด็กไทยโดยเฉลี่ยก็ดูจะยังถูกทิ้งห่างจากประเทศต่างๆในโลก ผลการทดสอบทางวิชาการในระดับระหว่างประเทศอาทิ PISA ก็ยังไม่ดีขึ้น และกลับถดถอยไปอยู่ในระดับที่ล้าหลังกว่าบางประเทศที่เพิ่งสร้างตัวได้ไม่นาน ความหลากหลายทางความคิดที่เสนอขึ้นมาเพื่อให้รัฐปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษามีมากมายหลายมิติจนยากที่จะสรุปได้

อย่างไรก็ตาม จากการจัดเวทีปฏิรูปกว่าแปดร้อยเวทีทั่วประเทศ การรับฟังเสียงจากประชาชนทั่วไป และจากการระดมสมองระดับกลุ่มทั่วประเทศ ทำให้เกิดข้อเสนอแนะและความเห็นทางด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในเรื่องต่างๆรวมสิบสี่เรื่อง ซึ่งทีมคณะทำงานที่เป็นที่ปรึกษาของอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติได้สรุปไว้เป็นหมวดหมู่อย่างน่าสนใจดังนี้

1.เรื่อง โครงสร้างการบริหารงานศึกษาและการกระจายอำนาจจัดการศึกษา มีจำนวน 1,406 ความเห็น

2.เรื่องการปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณ มีจำนวน 361 ความเห็น

3.เรื่อง การพัฒนากฎหมาย กฎ ระเบียบ มีจำนวน 251 ความเห็น

4.เรื่องการผลิต การพัฒนา และการประเมินผู้สอน มีจำนวน 665 ความเห็น

5.เรื่อง การปรับปรุงระบบอุดมศึกษาให้ไปสู่สมรรถนะด้านวิชาการที่รับใช้สังคม มีจำนวน 135 ความเห็น

6.เรื่อง การปรับปรุงระบบการอาชีวศึกษาไปสู่สมรรถนะอาชีพที่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจ มีจำนวน 150 ความเห็น

7.เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร และบุคคลากร มีจำนวน 1,380 ความเห็น

8.เรื่องการพัฒนาหลักสูตร มีจำนวน 1,657 ความเห็น

9.เรื่องการพัฒนาการเรียนการสอน เทคโนโลยีและสื่อการศึกษา มีจำนวน 992 ความเห็น

10.เรื่องระบบการวัดและประเมินผล มีจำนวน 418 ความเห็น

11.เรื่อง การจัดสถานศึกษาด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ การจัดการเขตพื้นที่การศึกษา มีจำนวน 658 ความเห็น

12.เรื่อง การปรับปรุงการปฏิบัติงานและการสร้างมาตรฐานวิชาชีพครู มีจำนวน 493 ความเห็น

13.เรื่อง การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนสนับสนุนการศึกษา มีจำนวน 385 ความเห็น และ

14.เรื่อง การปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการ มีจำนวน 1,814 ความเห็น

เมื่อพิจารณาจำนวนความถี่ของเรื่องต่างๆทั้งหมด พบว่าเรื่องที่ประชาชนเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะทั้งสามช่องทางสามารถเรียงลำดับจากสูงสุดเรียงลงมาเป็นลำดับได้ดังนี้

1.การปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการ มีผู้เสนอความเห็นสูงสุด ในอัตราร้อยละ 16.85ของความเห็นทั้งหมด

2.การปฏิรูปด้านการพัฒนาหลักสูตร มีการเสนอความเห็นทั้งหมด สูงในอันดับสอง ในอัตราร้อยละ 15.39 ของความเห็นทั้งหมด

3.การปฏิรูปด้านโครงสร้างการบริหารการศึกษาและการกระจายอำนาจจัดการศึกษา สูงเป็นอันดับสาม ในอัตราร้อยละ 13.06 ของความเห็นทั้งหมด

4.การปฏิรูปด้านโครงสร้าง องค์กร และบุคคลากร มีจำนวนความเห็นสูงเป็นอันดับสี่ ในอัตราร้อยละ 12.82 ของความเห็นทั้งหมด และ 5.ารปฏิรูปด้านการพัฒนาการเรียนการสอนเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา มีจำนวนความเห็นสูงเป็นอันดับห้าในอัตราร้อยละ 9.21 ของความเห็นทั้งหมด

เมื่อรวมห้าอันดับสูงสุดข้างต้น พบว่าสูงถึงร้อยละ 67.33 ของความเห็นทั้งหมดกว่าหนึ่งหมื่นความเห็นทีเดียว

ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะให้มีการปฎิรูปด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านเวทีปฏิรูปทั่วประเทศ จากเสียงของประชาชนทั่วไป และจากการระดมสมองระดับกลุ่ม (Focus Group) รวมทั้งสิ้น 577 ความเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้

1.เรื่อง ระบบและกระบวนการ รวมทั้งสิ้น 141 ความเห็น

2.เรื่อง การลงทุน การพัฒนาด้านการวิจัย สร้างนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 106 ความเห็น

3.เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร และบุคคลากร รวมทั้งสิ้น 57 ความเห็น

4.เรื่อง การพัฒนาระบบการออกสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสิ้น 56 ความเห็น

5.เรื่อง การส่งเสริมนำผลการวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นพลังขับเคลื่อนในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 55 ความเห็น

6.เรื่อง ระบบการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 45 ความเห็น

7.เรื่อง การส่งเสริมและการสร้างมาตรการจูงใจการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสิ้น 37 ความเห็น

8.เรื่อง การจัดตั้งกองทุนวิจัยร่วมภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 35 ความเห็น

9.เรื่อง การสนับสนุนให้ภาคเอกชนและนักลงทุนจากต่างประเทศจัดตั้งศูนย์วิจัยในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 29 ความเห็น

10.เรื่อง ระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 12 ความเห็น และ

11. เรื่อง การพัฒนากลไกการคุ้มครองและการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างนักวิจัยและผู้ให้ทุน รวมทั้งสิ้น 4 ความเห็น

เมื่อพิจารณาจำนวนความถี่ในอัตราร้อยละของความเห็นทั้งหมด 577ความเห็น พบว่าความเห็นลำดับที่หนึ่งถึงห้ารวมกันสูงถึงร้อยละ 71.92 ของความเห็นทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ประชาชนมีความเห็นสอดคล้องกันมากสุดเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบและกระบวนการ และการลงทุนและพัฒนาด้านวิจัยและสร้างนวัตกรรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าปัจจุบันรัฐบาลได้จัดงบสนับสนุนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) และต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่ทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง

การศึกษาและวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยตกอยู่ในกับดักของประเทศกำลังพัฒนามาหลายปี ด้วยรายได้ประชากรโดยเฉลี่ยไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นถึงขนาดที่จะส่งให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ กับดัก (Trap) นี้เป็นผลมาจากทรัพยากรมนุษย์ของประเทศยังไม่สามารถก้าวข้ามจากความรู้พื้นฐานมาสู่ความรู้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆที่ทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) สูงขึ้น

เรายังย่ำอยู่กับระบบการศึกษาแบบเก่าๆที่ไม่ตอบสนองความต้องการของโลกต่อไปแล้ว เรายังจมอยู่กับระบบการเรียนการสอนที่ไม่ได้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริง เรายังจมปลักอยู่กับเทคโนโลยีการผลิตแบบพื้นบ้านที่ตลาดไม่ต้องการผลผลิต เรายังเชื่อว่าจะยังอยู่ต่อไปได้อีกนานเพราะเพื่อนบ้านโดยรอบยังไม่พัฒนาเท่าเรา เรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญามากกว่าอสังหาริมทรัพย์ และอีกมากมายหลายอย่างที่ทำให้เรายังจมปลักและห่างไกลกับการเป็นประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้นทุกที ทั้งนี้เพราะเรายังไม่ได้มีการปฏิรูปการศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างแท้จริง

 

(หมายเหตุ บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับการเป็นอดีตอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติแต่อย่างใด)