ปม'ราชภักดิ์' ถูกลากสู่เกมการเมืองเรียบร้อย

ปม'ราชภักดิ์' ถูกลากสู่เกมการเมืองเรียบร้อย

นับเป็นความ “ผิดพลาด” ตั้งแต่แรก ที่มีการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์

 ของกองทัพบก ไม่ว่าจะด้วยดูเบาปัญหาที่จะตามมา หรือ มีวาระอะไรที่เป็นความขัดแย้งภายในหรือไม่ ก็ตาม

กรณีสรุปผลสอบออกมาว่าไม่มีการทุจริตแต่อย่างใด ทั้งที่ก่อนหน้านั้น“บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตรรมช.กลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เคยออกมายอมรับว่า ข่าวที่มีเซียนพระเรียกรับค่าหัวคิวนั้น จริงบางส่วน แต่ก็ได้แก้ปัญหาแล้ว ด้วยการเอาเงินส่วนนั้นคืนให้กับโรงหล่อ แต่โรงหล่อก็ไม่เอาคืน และให้ถือเป็นเงินบริจาคสมทบทุนสร้างอุทยานราชภักดิ์

แต่พอถาม“บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนปัจจุบัน เรื่องที่พล.อ.อุดมเดช เคยยอมรับว่ามีเรื่องเรียกรับค่าหัวคิว ขณะแถลงข่าว กลับโยนให้ไปถาม พล.อ.อุดมเดชเอง

นี่คือ สิ่งที่หลายฝ่ายค้างคาใจว่า ตกลงแล้วมีจริงหรือไม่มีจริง และหรือมีจริง แต่ให้ พล.อ.อุดมเดช เป็นคนตอบใช่หรือไม่?

ไม่นับกรณีอื่นที่ถูกแฉออกมาก่อนหน้านี้ว่าไม่ชอบมาพากล ไม่ว่าจะเป็น เรื่องบริจาคซื้อต้นปาล์ม เรื่องจัดโต๊ะจีน ฯลฯ ที่ยังไม่มีรายละเอียดในการตรวจสอบ

จนแม้แต่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)ที่ถือว่า อยู่ในฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล โดยมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ยังออกมาเรียกร้องให้องค์กรภายนอก มีส่วนร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาลเองด้วย และตามด้วยการออกแถลงการณ์ ทำนองว่า อย่าให้ผลงานการปราบทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลที่ผ่านมาต้องเสียของ เพราะเรื่องนี้

ส่วนฝ่ายตรงข้าม ถือว่าเป็นเหยื่ออันโอชะ ก็ว่าได้ เพราะดูเหมือนรอวันที่“คสช.”และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผิดพลาด และเพลี่ยงพล้ำมานานแล้ว

ดังนั้น ต้องยอมรับว่า การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ของกระทรวงกลาโหม โดยมีพล.อ.ชาญชัย ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง อาจจะสายไปเสียแล้ว ในทางการเมือง

แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะสั่งให้อำนวยความสะดวกในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ก็ตาม เพราะมันกลายเป็นการขอแก้ตัวใหม่อีกครั้งไปเสียแล้ว

เห็นได้ชัด ก็คือ แม้ว่าผลการตรวจสอบครั้งใหม่จะยังไม่ออกมา และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ทุจริตจริงหรือไม่ เรื่องอะไรบ้าง ข้อหาหนักเบาแค่ไหน

แต่ในทางการเมือง กลับรุดหน้าไปจนกระทั่งสร้างแรงกดดันให้พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.อุดมเดช รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ โดยเฉพาะพล.อ.อุดมเดช ถึงขั้นถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง รมช.กลาโหม และประธานมูลนิธิราชภักดิ์เลยทีเดียว

ขณะที่ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ต่างพยายามที่จะแยกแยะ ระหว่างตัวบุคคลออกจากองค์กร ไม่ว่าจะเป็น คสช. หรือ รัฐบาล เพื่อไม่ให้มีผลกระทบ

จึงไม่แปลก ที่เมื่อมีกระแสกดดันให้ พล.อ.อุดมเดช ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งสองคนต่างโยนไปให้พล.อ.อุดมเดชตัดสินใจเอง

แล้วก็ไม่แปลกเช่นกัน ที่จะเห็นการออกมาขานรับ ที่จะตรวจสอบการทุจริตโครงการราชภักดิ์ด้วยชีวิตของ “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.ที่เดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ เมื่อวันที่30พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ถูกควบคุมตัวเอาไว้ก่อน

รวมทั้งล่าสุด(7ธ.ค.) มีการเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกับ สองเกลอแกนนำคนเสื้อแดงกรณีกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (NDM)จัดกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” และมีการโหมกระแสเดียวกันของคนกลุ่มนี้ด้วย

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ หากปล่อยให้กระแสในลักษณ์นี้ยืดเยื้อออกไปยาวนาน โดยที่ฝ่าย คสช.และรัฐบาล ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจน ให้กับโครงการราชภักดิ์ได้ ว่าทุจริตจริงหรือไม่ ใครผิด ใครควรรับผิดชอบ โดยที่ไม่มีการช่วยเหลือพวกกันเอง

การปราบปรามทางการเมือง ก็จะยิ่งสร้างภาพปกป้องการทุจริตโครงการราชภักดิ์ และใช้อำนาจปราบปรามโดยมิชอบ เพียงเพื่อช่วยเหลือการทุจริตของพวกตัวเอง

สุดท้าย“เกมการเมือง”นี่เอง จะน่ากลัวยิ่งกว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์มีการทุจริตหรือไม่ มากน้อยแค่ไหนหลายเท่านัก และอาจบานปลายกลายเป็นผลกระทบ ต่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์อย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้