นายพลตานฉ่วยกับซูจี : จากศัตรูมาเป็น ‘ผู้สนับสนุน’

นายพลตานฉ่วยกับซูจี : จากศัตรูมาเป็น ‘ผู้สนับสนุน’

ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 2003 เมื่ออองซานซูจี พบนายพลตานฉ่วย

ตอนที่เขายังเป็นผู้นำเผด็จการทหาร และสั่งกักบริเวณเธออยู่ในบ้าน ไม่ให้มีบทบาทใด ๆ ในสังคมพม่าเป็นเวลา 15 ปี

ตอนนั้น ตานฉ่วยเป็นหัวหน้า SLORC (State Law and Order Restoration Council) หรือ สภาฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมีส่วนสำคัญในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ห้ามอองซานซูจีเป็นประธานาธิบดี

ก่อนมาเป็นพรรคการเมืองทหารชื่อ Union Solidarity and Development Party (USDP) หรือพรรคสหสามัคคีและพัฒนาในเวลาต่อมา

ตัดภาพมาเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งสองพบกันอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้บทบาทสลับกลับกันแล้ว เพราะอองซานซูจีชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ประชาชนคนพม่าให้ความไว้วางใจที่จะบริหารประเทศ

ขณะที่นายพลตานฉ่วยเป็นอดีตผู้บัญชาการทหาร ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลพม่าปัจจุบัน

เวลาเปลี่ยน บทบาทเปลี่ยน ท่าทีก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

คนที่ออกมายืนยันว่าอองซานซูจีได้พบกับนายพลตานฉ่วย (หลังจากที่เธอพบประธานาธิบดีเต็งเส่ง และผู้บัญชาการทหารบกนายพลมินอ่องหลาย เมื่อวันพุธที่ 2 ธ.ค.) เป็นหลานชายของตานฉ่วยชื่อเนย์ฉ่วยทเวออง (Nay Shwe Thway Aung) ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระหว่างคุณปู่กับอองซานซูจีมาหลายรอบ ตั้งแต่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ย.

หลังการเลือกตั้ง หลานชายนายพลคนนี้ก็พบอองซานซูจี ทำนองว่านำสารจากนายพลตานฉ่วยมาให้หัวหน้าพรรค NLD

อองซานซูจีเพิ่งยืนยันข่าวการมาพบของหลานชายนายพลคนนี้ แต่เธอไม่ให้รายละเอียดว่ามีการพูดจากันเรื่องอะไรบ้าง

นักวิเคราะห์พม่าตั้งข้อสังเกตว่านายพลตานฉ่วยส่งหลานชายมาเป็น ทูตพิเศษ เพื่อพบอองซานซูจี โดยไม่ได้ใช้นายทหารในกองทัพเป็นตัวแทนแต่อย่างไร ซึ่งออกจะเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินัก

แม้ว่าซูจีจะเคยพบกับนายพลตานฉ่วยมาสองสามครั้งในปี 2001, 2002 และ 2003 แต่การพบกันในปี 2015 หลังเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้มาความหมายเป็นพิเศษ

เพราะหลานชายนายพลอ้างคำพูดของอดีตเผด็จการ ซึ่งขณะนั้นประกาศตนเป็นศัตรูกับอองซานซูจีว่า ท่านนายพลตานฉ่วยบอกอองซานซูจี ว่ามันเป็นความจริงว่าเธอจะเป็นผู้นำอนาคตของประเทศ และท่านจะสนับสนุนอย่างสุดความสามารถของท่าน

ภาษาอังกฤษที่หลานชายนายพลใช้อ้างคำพูดของคุณปู่คือ “I will support her with all of my efforts.”

แต่ในข่าวไม่ได้บอกว่าที่ตานฉ่วยรับปาก จะช่วยสุดความสามารถ นั้นหมายรวมถึงการจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 เพื่อให้เธอสามารถเป็นประธานาธิบดีหรือไม่

ขณะที่คนใกล้ชิดซูจีบอกว่า ที่อองซานซูจีไปพบนายพลฉ่วยมานนั้น ก็เพราะเธอเห็นว่าเขายังมีอิทธิพลต่อรัฐบาลและกองทัพ (Tatmadaw หรือ “ทัทมาดอว์”) อยู่ จึงควรจะสนทนาเพื่อหาทางให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

แม้ตานฉ่วยจะหายหน้าไปจากที่สาธารณะตั้งแต่ปี 2011 แต่ก็ยังเชื่อกันว่าเขายังมีบารมี เหนือรัฐบาลและทหารอยู่ไม่น้อย

น่าสนใจว่าข่าวนี้ได้รับการเปิดเผยก่อนใครที่บีบีซีภาคภาษาพม่า ไม่ได้มาจากแหล่งข่าวทางรัฐบาลหรือฝั่งซูจี

ถึงวันนี้ยังไม่มีใครล่วงรู้ถึงความในใจ ของอดีตเผด็จการทหารพม่าคนนี้ ว่าเหตุใจจึงยอมก้าวลงจากอำนาจ ปล่อยให้มือขวาและมือซ้ายอย่างประธานาธิบดีเต็งเส่ง และผู้บัญชาการทหารบกมินอ่องหลายเดินหน้า ปฏิรูปการเมือง จากรัฐทหารเบ็ดเสร็จจนนำมาสู่การเลือกตั้งเมื่อเดือนที่แล้ว

ยังมีคำถามที่โยงกับการพบปะ ระหว่างตานฉ่วยกับซูจีอีกมาก เช่นมีข้อตกลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การลดบทบาททหารในการเมือง หรือแม้เรื่อง อภัยโทษ เพื่อความปรองดองและสมานฉันท์ให้กับอดีตนายกทหารหรือไม่?

การเมืองพม่ายุคเปลี่ยนผ่านกำลังถูกทดสอบทุก ๆ ด้าน