การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจพม่าหลังการเลือกตั้ง (3)

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจพม่าหลังการเลือกตั้ง (3)

สัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวถึงบทความของบลูมเบอร์ก ที่ตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสมของนางซูจีในการเป็นผู้นำ

ของประเทศพม่าหลังการเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่าย เช่น นักธุรกิจและนักการทูตก็ได้แสดงความกังวล เนื่องจากมองว่านางซูจีเป็นคนที่ค่อนข้างแข็งกร้าว ซึ่งอาจจะทำให้ทำงานด้วยยาก นอกจากความกังวลในเรื่องของนางซูจีแล้ว หากมองในภาพรวม ก็ยังมีข้อกังวลอื่นอีก ทั้งในด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเอ็นแอลดี และปัญหาเศรษฐกิจของพม่าที่แม้แต่ไอเอ็มเอฟเองก็แสดงความเป็นห่วง

สำหรับนโยบายของพรรคเอ็นแอลดีในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจนั้น มีการกำหนดนโยบายอย่างกว้างๆ ว่าจะมีการจัดตั้งธนาคารกลาง ระบบภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงการบริหารการคลัง และการฟื้นฟูภาคเกษตร แต่นักวิชาการกล่าวว่า แนวนโยบายดังกล่าวขาดรายละเอียดและความชัดเจน แม้ว่าพรรคเอ็นแอลดีมีเวลาที่จะทำนโยบายที่มีสาระสำคัญมากกว่านี้ จึงอาจทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจได้ ทั้งนี้ นางซูจีกล่าวว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันให้ประโยชน์กับคนจำนวนน้อย แต่คนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ ดังนั้นรัฐบาลของเธอจึงจะคงเอาไว้ซึ่งนโยบายที่คิดว่า ดีเท่านั้น โดยกล่าวว่าจะเน้นหลักนิติธรรม (rules of law) ซึ่งนางซูจีมองว่ารัฐบาลที่อยู่ภายใต้การนำของเธอ คงจะไม่แย่ไปกว่ารัฐบาลปัจจุบันอย่างแน่นอน

ประเด็นสุดท้ายคือ สภาวะทางเศรษฐกิจของพม่า ซึ่งจากการประเมินล่าสุดของไอเอ็มเอฟในเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น ผมเชื่อว่าจะเป็นปัญหาที่ท้าทายทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนางซูจีอย่างมาก สรุปได้ว่าเศรษฐกิจพม่ามีความร้อนแรง (เศรษฐกิจน่าจะขยายตัว 8.5% ต่อปี) เพราะอุปสงค์ภายในประเทศขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ไอเอ็มเอฟเห็นสัญญาณของการร้อนแรงเกินควร (overheating) ทำให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพและความสมดุลทางเศรษฐกิจ กล่าวคือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 4% ในเดือนตุลาคม 2014 มาเป็น 8% ในเดือนพ.ค. 2015 และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต สินเชื่อของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นถึง 35% ในขณะที่การขาดดุลงบประมาณก็เพิ่มขึ้นเป็น 3% ของจีดีพี

ผมเห็นว่าต้องระมัดระวังมากที่สุดคือ การใช้จ่ายเกินตัวของทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้พม่าขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 6% ของจีดีพี และมีแนวโน้มว่าจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ไอเอ็มเอฟสรุปว่าความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาคเพิ่มขึ้นอย่างมากใน 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้ความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพิ่มขึ้น (downside risks to growth and stability in the near term have increased) และถูกซ้ำเติมจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วม ไอเอ็มเอฟเป็นห่วงว่าราคาก๊าซธรรมชาติปรับลดลงทำให้รายได้จากการส่งออกมีแนวโน้มลดลง (และรายได้ภาครัฐก็ลดลงตามไปด้วย) และหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมากเกินคาด ก็จะกระทบการส่งออกได้เช่นกัน ทั้งนี้เงินจ๊าดของพม่าลดค่าลงไปแล้ว 20% และหากมีแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ (ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม) ก็จะกดดันให้เงินจ๊าดอ่อนค่าลงไปได้อีกในอนาคต

ไอเอ็มเอฟแนะนำให้รัฐบาลพม่าดำเนินนโยบายที่จะลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจภายในลงโดยลดการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งการเก็บภาษีมากขึ้นโดยการเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชะลอการพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยธนาคารกลางเพื่อลดการใช้จ่ายของรัฐบาล และเตือนให้ชะลอการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงของภาคการเงินด้วย

การบริหารเศรษฐกิจที่มีความร้อนแรงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ในขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างเปราะบางนั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลใหม่ (ที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ) อย่างยิ่ง เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นแปลว่าพม่าต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ หากรัฐบาลนางซูจีไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ก็อาจจะไม่สามารถดึงดูดเงินทุนเข้ามาชดเชยการขาดดุลได้ ทั้งนี้พม่ามีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอที่จะรองรับการนำเข้าเพียง 3 เดือน

ผมจึงมีข้อสรุปเกี่ยวกับความท้าทายในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของพม่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าดังนี้

1.เศรษฐกิจพม่าโตเร็ว (ขยายตัว 8.5% ต่อปี) จนถือได้ว่าร้อนแรงเกินควรแล้ว ดังนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจ กล่าวคือลดการขาดดุลของรัฐบาล ลดการขยายตัวของสินเชื่อ และชะลอการโตของอุปสงค์ เพื่อทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อลดลง แต่การกระทำดังกล่าวน่าจะไม่เป็นที่ถูกใจประชาชนที่ศรัทธาอองซาน ซูจี อย่างท่วมท้นและคงลงคะแนนให้พรรคแอลดีพีอย่างถล่มทลาย เพราะคงคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีไปกว่าที่เป็นในปัจจุบัน กล่าวคือน่าจะมีความคาดหวังสูงมาก แต่รัฐบาลต้องมาบริหารเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง

2.แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น แต่รัฐบาลใหม่ก็ยังต้องแบ่งบันอำนาจกับฝ่ายทหารทั้งในเชิงการเมือง (เสียงในสภา 25% เป็นของทหารและทหารคุม 3 กระทรวงหลัก เกี่ยวกับความมั่นคง และในทางเศรษฐกิจและธุรกิจ) เพราะทหารคุมธุรกิจสำคัญและรัฐวิสาหกิจหลักเกือบทั้งหมด ซึ่งหากรัฐบาลสนับสนุนให้ตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรนายทหาร เพื่อให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์กับทหารเป็นหลัก แต่หากไม่สนับสนุนก็จะเป็นการกีดขวางการพัฒนาของประเทศในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยอีก 3-4 ล้านคนที่ไม่ได้สิทธิลงคะแนนเสียง และ

3.ประเทศพม่าก็ยังมีปัญหาหลายประการ เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยที่ยังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลกลาง ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลใหม่และเป็นความเสี่ยงที่ทหารจะสามารถเข้ามายึดอำนาจคืนได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม