มายาค่าเงินดอลลาร์

มายาค่าเงินดอลลาร์

เมื่อในวันศุกร์ที่ 27 พ.ย. ราคาทองคำโดนสอยร่วงอย่างไม่เป็นท่าเหมือนเครื่องบิน Su-24

ของรัสเซียที่โดน F-16 ของตุรกียิงจรวดใส่ตลาดทองร้อนระอุ เหมือน Black Friday ที่กรุงปารีสโดนก่อการร้ายโจมตีในวันศุกร์ 13 พ.ย. โดยมีไอ้โม่งทุบทองด้วยการขายทองกระดาษออกไปเป็นจำนวน 18,000 สัญญามีมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์

ทำให้ราคาทองตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบ 4 ปี ราคาทองฟิวเจอร์สในช่วงเช้าวันศุกร์ตกไป 1.4% หรือ 14.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ที่ 1,070.80 ดอลลาร์ ก่อนที่จะร่วงต่อไปอยู่ระดับต่ำสุดของวันที่ 1,054 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปี 2010 ทั้งที่ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ราคาทองอยู่ที่ระดับ 1,177 ดอลลาร์ แต่หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่า จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.นี้ ทำให้ราคาทองอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่า สวนทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

ตลาดทองยังคงถูกปั่นอย่างผิดกฎหมายอยู่ แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ เพราะว่ามีขาใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับธนาคารกลางสหรัฐเล่นเอง แต่ Paul Craig Roberts อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังของสหรัฐ ให้ความเห็นว่า ราคาทองไม่ได้ตกต่ำ แต่โดนทุบอย่างผิดธรรมชาติต่างหากโดยพวกธนาคารที่เทรดโลหะ ซึ่งเป็นเอเยนต์ให้กับธนาคารกลางสหรัฐ โดยที่การทุบราคาทองนี้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2011 ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นคือ ในช่วงเวลากลางวัน หรือกลางคืนที่คนเผลอ จะมีการขายชอร์ตสัญญาทองคำกระดาษ ซึ่งมีผลทำให้ราคาทองร่วงอย่างรุนแรง

แต่คำถามคือ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐเป็นดัชนีที่สะท้อนค่าดอลลาร์ที่แท้จริงหรือ? เพราะว่าในตะกร้าของดัชนีดอลลาร์มีทั้งเงินยูโร เยน ปอนด์ แคนาเดียนดอลลาร์ ฟรังก์สวิส และสวีดิชโครเนอร์ แต่ไม่มีหยวนของจีน ทั้งที่เศรษฐกิจจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ ทำให้เงินสกุลต่างๆ ที่อยู่ในตะกร้าดัชนีดอลลาร์ล้วนแล้วแต่เป็นเงินกระดาษที่ไม่มีหลักทรัพย์อะไรหนุนหลังทั้งนั้น แต่อิงค่าเงินไขว้กันไปมา ที่สำคัญเงินยูโรมีน้ำหนักถ่วงถึง 58% ในตะกร้าเงินของดัชนีดอลลาร์ แต่เงินยูโรกำลังโดนธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB (European Central Bank) ทำลายค่า ด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบโดยอ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือต่อสู้กับภาวะเงินฝืด

ขณะที่นายมาริโอ ดรากี ประธ่าน ECB กล่าวย้ำ แล้วว่าจะทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มเงินเฟ้อ ส่งผลให้ยูโรร่วงหนักในช่วงที่ผ่านมา และดอลลาร์แข็งขึ้นโดยปริยาย ยิ่งธนาคารกลางสหรัฐประกาศว่า จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ ค่าเงินดอลลาร์ขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงิน ทั้งที่โดยปัจจัยพื้นฐานแล้วดอลลาร์ไม่ควรที่จะแข็งค่าขึ้น เพราะว่าไม่น่าจะมีค่าอะไรแล้ว

เป็นความจริงที่ว่า ราคาทองคำเป็นปฏิปักษ์กับค่าของดอลลาร์ เพราะถ้าราคาทองคำขึ้น ค่าดอลลาร์ลง แต่พอค่าดอลลาร์ลง ราคาทองคำก็จะขึ้น

แต่ธนาคารกลางสหรัฐจะปล่อยให้ราคาทองสูงขึ้นไม่ได้ เพราะว่าเมื่อดอลลาร์อ่อนค่า นักลงทุนจะไม่มั่นใจในการถือทรัพย์สินดอลลาร์ และจะสร้างแรงกดดันดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ซึ่งสวนทางนโยบายดอกเบี้ย 0% ที่กำลังดำเนินการอยู่

เพราะถ้าจะดูมูลค่าทองคำที่แท้จริง ก็ต้องวัดจากค่าดอลลาร์ที่แท้จริงเปรียบเทียบกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง รวมทั้งดูจากอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ และฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐ โดยเมื่อเราเอาปัจจัยเหล่านี้มาวัดและวิเคราะห์ ก็จะเห็นได้ว่าค่าของดอลลาร์ควรที่เสื่อมลง เมื่อเทียบกับราคาทอง ไม่ว่าค่าของเงินสกุลกระดาษอื่นๆ จะเป็นอย่างไร

มายาทุบทองเพื่อรักษาความเชื่อมั่นในดอลลาร์กระดาษที่ไร้ค่าต่อไป เนื่องจากสหรัฐต้องโด๊ปดอลลาร์ให้แข็งเพื่อช่วยในการก่อหนี้ และยังไฟแนนซ์เพนตากอนในการก่อสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น

จากตัวอย่างของพันธบัตรอายุ 1 ปีของสหรัฐ ที่ให้ผลตอบแทน 0.49% แต่เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.9% หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของสหรัฐติดลบ

ในเมื่อดอกเบี้ยติดลบ นักลงทุนต้องไม่อยากที่จะถือดอลลาร์ เมื่อเทียบกับไปลงทุนในทองซึ่งความจริงแล้วเป็นเงินที่แท้จริง (real money) เพราะเมื่อดอกเบี้ยติดลบ ผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และรัฐบาล จะกู้หนี้ยืมสินมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น เมื่อมีปริมาณเงินเพิ่ม ค่าดอลลาร์ที่มีอยู่ต้องเสื่อมตาม เพราะว่ามีดอลลาร์ใหม่เพิ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะนี้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง หรือ M2 ของสหรัฐเพิ่มขึ้นในอัตรา 6% แต่เศรษฐกิจสหรัฐมีอัตราโตเพียง 2% หมายความว่าด้านที่เป็น Supply คืออุปทานของสินค้าและบริการในเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการเพิ่มของปริมาณเงินมาก โดยปัจจัยเหล่านี้ มีผลทำให้ราคาโดยรวม หรือเงินเฟ้อจะสูงขึ้น และลดค่าที่แท้จริงของดอลลาร์ ค่าของทองคำจึงควรที่จะเพิ่มสูงขึ้น

แต่เมื่อหันมาดูหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ จะเห็นได้ว่าเอาไม่อยู่ นักการเมืองเถียงกันเรื่องยกเพดานหนี้ทุกปี หนี้รัฐบาลกลางในงบประมาณเพิ่มถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จนทำให้หนี้อยู่ที่ระดับ 18.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าขนาดของจีดีพีสหรัฐไปแล้วในขณะนี้ ยิ่งถ้ารวมหนี้นอกงบประมาณอีกจำนวน 60 ล้านล้านดอลลาร์ ก็ยิ่งทำให้สหรัฐไม่มีทางใช้หนี้ได้ผ่านการจัดเก็บภาษี มีแต่ต้องพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อนำมาจ่ายหนี้เท่านั้น

และนี้คืออีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ที่แท้จริงในระดับปัจจุบัน เทียบไม่ได้กับราคาทอง จึงนำไปสู่การทุบราคาทองตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาเพื่อรักษามายาในภาพลวงความเชื่อมั่นที่จะถือครองทรัพย์สินในรูปดอลลาร์