กลยุทธ์ ‘ออมนิแชนแนล’ การตลาดแห่งอนาคต

กลยุทธ์ ‘ออมนิแชนแนล’ การตลาดแห่งอนาคต

โลกการค้าสมัยใหม่ อาศัยเพียงช่องทางเดียว ในการให้บริการ

หรือติดต่อสื่อการกับลูกค้าไม่ได้แล้ว ต้องสามารถเชื่อมต่อระหว่างช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ต่างๆ ตามการพัฒนา ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจการค้า เป็นการเพิ่มทางเลือกของช่องทางเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการเลือกบริโภคหลากหลายรูปแบบตามความพึงพอใจ ความสะดวกในการใช้บริการ ณ ช่วงเวลานั้นๆ

ในอนาคตเราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างผ่านหน้าจอในรูปแบบต่างๆ กันที่เชื่อมต่อกัน บางส่วนอาจจะผ่านทางหน้าจอพีซี บางส่วนอาจจะมาจากหน้าจอมือถือ บางส่วนอาจจะอยู่บนหน้าจอที่ข้อมือของคุณ บางส่วนของหน้าจอเหล่านี้จะอยู่ที่ร้านค้า หรือเรียกว่า Multi Screen Era

ดังนั้น ผู้ประกอบการยุคปัจจุบันและก้าวย่างสู่อนาคต จำเป็นต้องรู้จักและใช้เครื่องมือทางการตลาดที่เรียกว่า  ออมนิ แชนแนล มาร์เก็ตติ้ง (Omni-Channel Marketing) มากขึ้น เพื่อเข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย สมาร์ทโฟน ฯลฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดเจาะลูกค้าทั้งวงกว้าง และเฉพาะกลุ่ม หรือ เฉพาะเจาะจงแบบตัวต่อตัว

ในขณะนี้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่มุ่งสู่ ออมนิ แชนแนล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างตลาดให้หลากหลายและครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งกลยุทธ์ ออมนิ แชนแนล ไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ หรือองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ผู้ประกอบการรายเล็ก ขนาดย่อม เจ้าของกิจการระดับต่างๆ สามารถทำได้เช่นกัน

ผู้บริโภคยุคดิจิทัลต้องการความรวดเร็วและทันสมัย ผู้ประกอบการยิ่งต้องเร่งสปีดความเร็วในการตอบสนองให้ทันต่อความต้องการ สอดคล้องแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทย คือ ผู้บริโภคสรรหาข้อมูลบนเครือข่ายออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อได้ทั้งบนช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ออมนิ แชนแนล สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ การมีช่องทางหลากหลายในการสื่อสาร และการจำหน่าย ไล่ตั้งแต่เมื่อผู้บริโภคเข้าสู่โซเชียลเน็ตเวิร์ค จะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ ร้านค้านั้นๆ จะปรากฏข้อมูลต่างๆ เชื่อมต่อการซื้อขาย แคมเปญโปรโมชั่น ลอยัลตี้โปรแกรมต่างๆ ฯลฯ โดยผู้ประกอบการสามารถนำเสนอโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนได้ทันที นำสู่การตัดสินใจซื้อของลูกค้า

โดยกลุ่มลูกค้าที่หาข้อมูลบนโลกออนไลน์และช้อปออนไลน์ จะเป็นการซื้อเสื้อผ้า แฟชั่นต่างๆ รวมทั้งสินค้าโกรเซอรี่หรือสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพู สบู่ ผงซักฟอก ส่วนอีกกลุ่มหาข้อมูลบนออนไลน์แล้วมาซื้อที่ร้าน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าไอที ต่อเนื่องไปถึงพนักงานขายและบริการหน้าร้านต้องปรับตัว “รู้ให้มากกว่าลูกค้า”

เมื่อเราทำให้กระบวนการซื้อของลูกค้าง่ายขึ้น ก็สามารถทำให้กระบวนการขายเสร็จสมบูรณ์ได้ง่ายดายขึ้น ไม่ว่าลูกค้าจะผ่านเข้ามาจากช่องทางใดก็ตาม