วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บริหารท่ามกลางความไม่แน่นอน

สถานการณ์และบรรยากาศ ทั้งทางการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจในโลก

 ตกอยู่ในสภาพไม่แน่นอนมากขึ้นไปอีกในช่วงใกล้สิ้นปี หลังจากเกิดเหตุโจมตี 6 จุดในกรุงปารีส ซึ่งนับจนถึงวันนี้สถานการณ์ก็ยังไม่นิ่ง และมีการบุกจู่โจม เข้าค้นจุดที่คาดว่าจะเป็นแหล่งกบดาน หรือเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการ ทั้งในฝรั่งเศสเองและเบลเยียม ขณะที่การรักษาความปลอดภัยนั้น มีการคุมเข้มขึ้นไม่เฉพาะในประเทศที่ประสบเหตุ แต่ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

บรรดาผู้นำโลกที่เข้าร่วมการประชุมกันหลากหลายเวที ตั้งแต่กลุ่มจี 20 เมื่อต้นสัปดาห์ ล้วนมีความเห็นทำนองเดียวกันว่าต้องจัดการกับก่อการร้าย โดยผู้นำสหรัฐได้กล่าวว่าจะเพิ่มความพยายามจัดการกับกลุ่มก่อการร้าย ส่วนเวทีการประชุมล่าสุดที่ฟิลิปปินส์นั้น ผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค ก็ได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกันมากขึ้นในการต่อสู้ก่อการร้าย พร้อมประณามก่อการร้ายทุกรูปแบบ และจะไม่ปล่อยให้ก่อการร้ายคุกคามค่านิยมพื้นฐาน

สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น มีกระแสคาดหมายว่าเหตุโจมตีในปารีสไม่น่ามีผลกระทบระยะยาว โดยมีการมองว่าเหตุการณ์นี้อาจมีผลกระทบระยะสั้นต่อการตัดสินใจด้านการลงทุน เศรษฐกิจ และอาจส่งผลเสียระดับหนึ่งทางเศรษฐกิจหากทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง แต่ผลกระทบไม่น่าจะมากจนมีผลไปถึงนโยบายการเงินของฝรั่งเศส ขณะที่ในภาพรวมของยุโรปนั้น ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ส่งสัญญาณมานานแล้วว่าอาจขยายเวลาการทำคิวอี

ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการอีซีบีระบุว่า จะมีการทบทวนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินในการประชุมเดือนธันวาคม หลังจากลดดอกเบี้ยไปเหลือระดับต่ำเป็นประวัติการณ์แล้วที่ 0.05% ทั้งยังชี้ว่าในกรณีที่จำเป็น นโยบายเข้าซื้อพันธบัตรหรือการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือที่เรียกกันว่าคิวอี อันมีมูลค่า 60,000 ล้านยูโรของอีซีบี อาจขยายเวลาออกไปจากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2559 ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของยุโรปแล้วจะพบว่าราคาสินค้าลดลง 0.1%

ขณะที่หากมองในภาพรวมนั้น จะพบว่าความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจ 19 ประเทศในยูโรโซนยังเป็นขาลง สืบเนื่องจากแนวโน้มที่คาดการณ์ได้ยากในโลก ประกอบกับตลาดเกิดใหม่ก็มีความไม่แน่นอน ซึ่งปัจจัยนี้เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจยูโรโซน สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ยุโรปเปิดกว้างสำหรับเครื่องมือด้านนโยบายการเงินเต็มรูปแบบ ซึ่งการเดินหน้าผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่องของอีซีบีนี้ ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับญี่ปุ่นที่ธนาคารกลางเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมทบทวนนโยบาย และคงมาตรการผ่อนคลายไว้ในระดับเดิม

การไม่ผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติมของธนาคารกลางญี่ปุ่นมีขึ้น ทั้งที่เศรษฐกิจตกสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี หดตัว 0.2% ในไตรมาส 3 หลังจากจีดีพีไตรมาส 2 หดตัวไปแล้ว 0.7% อันสะท้อนภาพการลงทุนภาคธุรกิจที่ซบเซา ผลต่อเนื่องมาจากความไม่แน่นอนในแนวโน้มเศรษฐกิจโลกนั่นเอง ที่ไปบั่นทอนตัวเลขการบริโภคที่กระเตื้องขึ้น ดังนั้นหากมองในภาพรวมแล้วจะเห็นว่าบรรยากาศในโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อันส่งผลให้การดำเนินนโยบายของประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ต้องมีความระมัดระวังและปิดช่องโหว่ต่างๆ ให้มากที่สุด