อีกเพียงเดือนกว่าจะก้าวสู่ปีใหม่ 2559 ที่ยังเป็นปีแห่งการ “ประคอง” และ “ปรับตัว”
ของภาคธุรกิจ แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการลงทุนจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นแต่ “ไม่มาก”
มองผ่าน “อุตสาหกรรมค้าปลีก” มูลค่าราว 3 ล้านล้านบาท หนึ่งในดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจและอัตราการเติบโตของการบริโภคในประเทศ คาดการณ์ปีนี้เติบโตประมาณ 3% ต่ำสุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตเป็นตัวเลข “สองหลัก” มาโดยตลอด และเริ่มชะลอตัวลงช่วง 4-5 ปีจากปัจจัยลบที่สะสมทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้เติบโตเป็นตัวเลข “หลักเดียว” โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เติบโตเพียง 2.8% ต่ำกว่าคาดการณ์ค่อนข้างมากจากต้นปีมองว่าจะเติบโตถึง 6%
ปัจจัยที่น่าจะเป็นห่วง เป็น “ปัจจัยภายในประเทศ” เป็นหลัก โดยเฉพาะ กำลังซื้อรากหญ้าหดหาย เป็นผลจากราคาพืชผลทางการเกษตรร่วงหนักไม่ว่าจะข้าว ยาง ปาล์มน้ำมัน อ้อย เพราะรายได้ประชาชนระดับล่างซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประเทศ หรือกว่า 60% มาจากภาคการเกษตรท้้งสิ้น อีกทั้งสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทำให้ไม่มีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย กระทบยอดขายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต แม้กระทั่ง “ร้านสะดวกซื้อ” ที่ปีนี้ต้องโหมโปรโมชั่นกันตลอดทั้งปี
ปัญหาหลักที่ทำให้สภาพคล่องในระบบต้องสะดุด เป็นเพราะการเบิกจ่ายงบประมาณ การขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ยังไม่สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย จึงไม่สามารถสร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบได้มากนัก ส่วนมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นเพียงการ “พยุงเศรษฐกิจ” มากกว่ากระตุ้นการเติบโตอย่างเด่นชัด
ฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย “ขยับ” และพุ่งขึ้นอย่างมีประสิทธิผลในระยะยาว ต้องกระตุ้นโดย Supply Size ด้วยการลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เดินหน้าเมกะโปรเจกที่จะทำให้เกิดธุรกรรมต่อเนื่องในหลายภาคส่วนในปี 2559 หากการเดินหน้าเมกะโปรเจกและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐจะมีความชัดเจนมากขึ้น ก่อให้เกิดการจ้างงาน และเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เมื่อรัฐเริ่ม “นับ 1” ในอีก 8 เดือนจะหมุนมาถึงภาคค้าปลีก
เรียกว่า ยิ่ง “เคาะเร็ว” เม็ดเงินหมุนเวียนจะถึงภาคค้าปลีกเร็วเท่านั้น ซึ่งขณะนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีของทิศทางเศรษฐกิจใหม่ภายใต้การขับเคลื่อนของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศเป้าหมายชัดเจน ต้องการให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ!! น่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในปีต่อไปอย่างชัดเจน
สำหรับระยะสั้น ภารกิจที่ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ “การกระตุ้นราคาพืชผลทางการเกษตร” ให้มี “ราคาดี” เพราะเมื่อรายได้ประชาชนฐานใหญ่ของประเทศขยับ จะนำมาสู่การจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการต่างๆ ส่งผลการบริโภคภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น หน่วยการผลิตต่างๆ สามารถขับเคลื่อนต่อเป็นวัฎจักรได้
นอกจากปัจจัยลบในประเทศ เศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกล้วนอยู่ในภาวะ “ชะลอตัว” และมีแนวโน้มลากยาว ย่อมส่งผลต่อการค้า-การลงทุนระหว่างไทยและต่างประเทศไม่น้อย
ประการสำคัญทุกวันนี้โลกยังต้องเผชิญ “ปัจจัยเสี่ยง” ที่นอกเหนือการควบคุมและการคาดเดาส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ตลอดเวลา ทั้งเหตุการณ์ภัยพิบัติ เหตุก่อการร้าย ฯลฯ ที่กำลังคุกคามความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของธุรกิจ
สัญญาณบวกที่ยังไม่ชัดท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจำนวนไม่น้อย ส่งสัญญาณผู้ประกอบการต้อง “ประคองธุรกิจ” พร้อม “ปรับตัว” ให้สอดรับแต่ละสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที!!






