วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บริบทใหม่ประเทศไทย ‘2559 ปีแห่งการลงทุน’

จากเวทีสัมมนาใหญ่ ‘Thailand Economic Outlook 2016’

 ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และทีวีดิจิทัล NOW/26 มีวิทยากรจากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง วิสัยทัศน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ มองไปข้างหน้าสู่ปี 2559 มีหลายมุมมองที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มุมมองของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งยอมรับว่า ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยขณะนี้ อยู่ในภาวะชะลอตัวค่อนข้างมาก แต่มั่นใจว่าในปี 2559 ภาพรวมเศรษฐกิจจะดีขึ้น จากนโยบายหลายด้านที่รัฐบาลพยายามส่งเสริม เพื่อนำไปสู่เอสเคิร์ฟใหม่ฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

'ปี 2016 ต้องเป็นปีแห่งการลงทุนของไทย ภาครัฐจะเดินหน้าขยายการลงทุน และเชิญชวนให้เอกชนลงทุนตาม และเม็ดเงินจากการประมูลคลื่นความถี่ 8 หมื่นล้านบาท บางส่วนจะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งภาคการเกษตร ส่งเสริมบ้านผู้มีรายได้น้อย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ผลักดันให้เกิดโลคัลอีโคโนมีตามมา' ดร.สมคิด กล่าว

นอกจากเน้นเรื่องการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว สิ่งรัฐบาลพยายามผลักดันล้วนเพื่อให้มีเอสเคิร์ฟใหม่ เกิดขึ้นในเศรษฐกิจไทย โดยวางประเภทธุรกิจที่จะส่งเสริมใน 5 ประเภทหลัก เริ่มจากการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่ทำอยู่ โดยเพิ่มความทันสมัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่เข้าไป เป็นการต่อยอดจากของเดิมเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี

เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ต้องพัฒนาให้เป็นรถยนต์แห่งอนาคต ด้วยเทคโนโลยีใหม่ หรือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเป็นสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารก็เช่นกัน ต้องเป็นนวัตกรรมอาหารเพื่ออนาคต ธุรกิจสุขภาพเน้นเทคโนโลยีใหม่ ธุรกิจการเกษตรต้องเป็นเกษตรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และในด้านการท่องเที่ยว จะต้องพัฒนาให้เป็นการท่องเที่ยวแห่งอนาคต

ดร.สมคิดย้ำว่า รัฐบาลนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ พยายามแก้ไขปัญหาการหยุดชะงัก ต้องการสร้างทุกอย่างให้เกิดก่อนการเลือกตั้ง โดยจากนี้ไปจะเริ่มไปโรดโชว์ต่างประเทศ เชิญชวนและดึงดูดคนเข้ามาลงทุน พร้อมย้ำว่า ขอให้กำลังใจทุกคนไม่ต้องหวั่นไหว เราผ่านวิกฤติมาได้ ขณะนี้แค่ภาวะชะลอตัว ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล รัฐบาลดูแลให้ท่านอยู่แล้ว เรายังมีก๊อกสอง สำรองทุนด้วยการเปิดประมูลคลื่นความถี่เพื่อระดมทุนอีก 2 ใบ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าเรามีสำรองทุนเพื่อทำให้ไทยเดินไปข้างหน้าได้แน่นอน

นั่นก็เป็นบทสรุปคร่าวๆ ที่ดร.สมคิด กล่าวไว้ในงานสัมมนา เป็นมุมมองของรองนายกฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤติทั้งการเมืองและเศรษฐกิจมาแล้ว ย่อมมองว่าทุกปัญหามีทางออก และบอกด้วยว่าผู้บริหารประเทศทุกคน ที่ก้าวขึ้นมากำกับดูแลการบริหารบ้านเมืองล้วนเจตนาดี คนที่ยอมทิ้งเงินเดือนล้านมารับเงินเดือนแสน ขอให้มั่นใจว่าทุกคนต้องการช่วยประเทศจริงๆ แต่การแก้ปัญหาคงไม่อาจทำแล้วเห็นผลทันที มันต้องใช้เวลา เงินทุน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

เห็นด้วยค่ะว่า การจะฟื้นเศรษฐกิจประเทศ ต้องใช้ความพร้อมหลายด้าน และทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน