ในช่วง 4-5 ปีนับจากนี้ไป อาจจะเป็นระยะการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย
หลังจากที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ถดถอยลง โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง เตรียมนำกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Thailand Future Fund ระดมทุนภายใต้กรอบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยจะสรุปหลักเกณฑ์ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการลงทุน 5 โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 3.34 แสนล้านบาท ตามมาตรการ PPP Fast Track เปิดทางทางให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาร่วม ซึ่งพร้อมดำเนินการช่วงปี 2558-2562 ประกอบด้วย 3 โครงการรถไฟฟ้าสีชมพู-สีเหลือง-สีน้ำเงิน กับอีก 2 โครงการทางหลวงพิเศษเชื่อมจังหวัดระหว่างบางปะอิน-นครราชสีมา และบางใหญ่-กาญจนบุรี นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแผนลงทุนนวัตกรรมครั้งใหญ่ในเรื่องของการจัดตั้งเกตเวย์และดาต้าเซนเตอร์เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจและการเงินที่เป็นระบบดิจิตัล เพื่อเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนให้เข้ากับเครือข่ายเทคโนโลยีและโครงสรางพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะกับกลุ่ม CLMV ที่ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม
ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงในต่างประเทศ ทั้งจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในไม่นานนี้ จะมีผลทำให้เงินทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่หมุนกลับทิศทางและไหลกลับไป ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปอาจจะมีการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณหรือการทำคิวอีเพิ่มเช่นเดียวกับธนาคารกลางญี่ปุ่น ล้วนเป็นความไม่แน่นอนที่ทำให้เกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินทรัพย์มากขึ้น ดังนั้นในเรื่องการบริหารความเสี่ยงต้องมีการปิดความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยจะต้องสร้างเครื่องกันชนเพื่อรับมือ ถึงแม้ว่าจะมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศยังดีอยู่ มีเงินทุนสำรองในระดับสูงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่การถือครองตราสารหนี้ไทยโดยนักลงทุนต่างชาติ ทั้งพันธบัตรรัฐบาล และของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีสัดส่วนเพียง 8-9% เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีการถือครองของนักลงทุนต่างชาติเป็นสัดส่วนสูง จึงได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติมากกว่าไทย นอกจากนี้ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสูง เมื่อราคาน้ำมันลดลงส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มขึ้นในระดับ 22,000-25,000 ล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 5-6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ขณะที่ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองภาพเศรษฐกิจไทยในปีนี้และแนวโน้มปีหน้าจะยังมีการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเครื่องหมายถูกที่มีหางยาว คือเป็นอาการที่ดีขึ้นแต่จะไม่ได้ฟื้นตัวเร็ว เพราะมีหลายปัจจัยมากระทบโดยเฉพาะปัจจัยต่างประเทศ ทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนไม่มีความแน่นอน จึงส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ส่วนในประเทศอาจจะได้อานิสงส์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบ้าง แต่ภาคการคลังก็มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยในจีดีพี มาตรการที่ออกมาจึงเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าๆ จนทำให้คนคิดว่าธุรกิจไม่ค่อยดี โดยเฉพาะส่วนที่ต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจภูมิภาค รวมถึงปัญหาภัยแล้งในปีหน้าที่กระทบราคาสินค้าและรายได้ภาคเกษตร ทำให้ไทยต้องเร่งเขตเศรษฐกิจกับ CLMV ให้เข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน วัตถุดิบ และการผลิตสินค้าที่ไทยถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี GSP จากยุโรป ดังนั้นหากต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ CLMV มีความยั่งยืน นโยบายของรัฐบาลและภาคธุรกิจขนาดใหญ่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากตลาดสินค้าและเป็นแหล่งลงทุนจากไทย แต่มุ่งไปสู่การเป็นซัพพลายเชนในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เกิดความสัมพันธ์เป็น Win Win
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่าห่วงต่อภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ในบริบทใหม่ที่มีอัตราการขยายตัวในระดับ 2-3% ต่อปี เริ่มส่งผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่มียอดคงค้าง 11.5 ล้านล้านบาทเมื่อสิ้นไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งมีอัตราการขยายตัวที่ 5.3% แต่มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เพิ่มขึ้น โดยล่าสุดสัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นที่ 4.5% เทียบกับไตรมาส 2 ปีนี้ที่ 4.2% และเมื่อสิ้นปี 2557 ที่ระดับ 3.22% โดยมีสาเหตุหลักเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจขนาดใหญ่รายหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกัน ธปท.ก็พบว่า ยอดการผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตก็เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงที่มีฐานเงินเดือน 50,000-60,000 บาท โดยสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของหนี้ครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งถึง 6.2% ทำให้ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนมีมากกว่า 10.57 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ 81% ของจีดีพี ทั้งนี้ ธปท.ยอมรับว่า ถ้าดูเรื่องของกลุ่มรายได้ค่อนข้างจะเซอร์ไพร์ส เพราะกลุ่มผิดนัดชำระหนี้ที่เร่งตัวขึ้น เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูงพอสมควร ที่ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร หรือเกิดจากการจงใจไม่ชำระหนี้ หรือมีการปล่อยสินเชื่อที่หละหลวม จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูต่อไป









