เพื่อนบ้านของไทยอย่างพม่า เดินทางมายาวไกล กว่าจะมาถึงจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นั่นคือการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย มีส่วนร่วมอย่างเสรีเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี และในครั้งนี้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของนางออง ซาน ซูจี ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยหลังจากไม่ได้ลงชิงชัยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 แต่ได้ลงสมัครในการเลือกตั้งซ่อมปีต่อมาและซูจีชนะจนได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา
กระแสของผู้คนในพม่าที่โหยหาการเปลี่ยนแปลง ดันให้พรรคเอ็นแอลมีคะแนนเสียงนำลิ่ว ล่าสุดกวาดไปถึง 291 ที่นั่ง เหลืออีกเพียง 38 ที่นั่งจะสามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้ ในท่ามกลางคะแนนที่เทมาให้อย่างท่วมท้นนี้ นางซูจีก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติหลายสำนัก ยืนยันว่าจะดำเนินการตัดสินใจทุกอย่างเพราะเป็นผู้นำพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ส่วนประธานาธิบดีจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เหมาะสมกับรัฐธรรมนูญ และจะทำงานตามการตัดสินใจของพรรคเอ็นแอลดี โดยรัฐธรรมนูญนั้นได้ห้ามผู้มีทายาทต่างชาติดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อันเท่ากับตัดสิทธิซูจี
ด้านพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา อันเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบันของพม่า ได้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปตั้งแต่วันแรกๆ แล้ว ล่าสุดประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และนายพลมิน อ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า ได้แสดงความยินดีกับพรรคเอ็นแอลดี พร้อมระบุว่ารัฐบาลจะเคารพและทำตามการตัดสินใจของประชาชน รวมถึงถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ นอกจากนั้น ประธานาธิบดีและผู้บัญชาการกองทัพยังรับปากว่าจะทำงานกับทุกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจถึงเสถียรภาพในช่วงหลังการเลือกตั้ง
คำกล่าวของบรรดาผู้นำในพม่า น่าจะช่วยบรรเทาความวิตกในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดีจำนวนมาก ที่ยังกังขาเกี่ยวกับท่าทีของกองทัพและบรรดาพันธมิตรทางการเมือง เพราะครั้งสุดท้ายที่พม่าจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อ 25 ปีที่แล้ว พรรคเอ็นแอลดีคว้าชัยถล่มทลาย แต่บรรดานายทหารไม่สนใจผลการเลือกตั้งครั้งนั้น มาในครั้งนี้บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะสองฝ่ายแสดงท่าทีพร้อมหันหน้าเข้าหากัน
นอกจากประธานาธิบดีและผู้นำกองทัพที่แสดงความพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่แล้ว ในส่วนของซูจีเองก็ได้ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภา เพื่อให้มีการเจรจาปรองดองแห่งชาติ และปรากฏว่าทั้งสามคนได้ตอบรับมาแล้ว เหลือแต่การลงรายละเอียดและการกำหนดวันเวลาเท่านั้น บรรยากาศที่ดีในพม่า ทำให้ผู้นำสหรัฐ แสดงความยินดีกับประธานาธิบดีเต็ง เส่งและรัฐบาลพม่า ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ได้อย่างบริสุทธิ-ยุติธรรม
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่เส้นทางของพม่ายังอีกยาวไกล เพราะยังมีเรื่องการเจรจาจัดสรรอำนาจกับกองทัพ การเลือกประธานาธิบดี และประเด็นอื่นๆ อย่างชนกลุ่มน้อย รวมถึงในด้านเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่าพรรคที่เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้านและดิ้นรนทางการเมืองมานานหลายสิบปี จะบริหารเศรษฐกิจไปในทิศทางใด ทั้งยังมีประเด็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่รอการปรับปรุง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการท้าทายสำหรับรัฐบาลใหม่ของพม่า









