เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา การเลือกตั้งในพม่าเป็นข่าวใหญ่จนกลบข่าวเกี่ยวกับการร้อนขึ้นของอุณหภูมิบนผิวโลก
ทั้งที่การเลือกตั้งในพม่าไม่น่าจะมีผลมากมายต่อเมืองไทย หรือต่อโลก เมื่อเทียบกับการร้อนขึ้นของอุณหภูมิ
ศูนย์ศึกษาภูมิอากาศในอังกฤษรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ปีนี้เป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิโลกจะสูงกว่าอุณหภูมิในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม 1 องศาเซลเซียส
คนทั่วไปคงมองว่า การร้อนขึ้น 1 องศา ไม่มีอะไรน่าใส่ใจ แต่สำหรับผู้รู้เรื่องภูมิอากาศ มันสร้างความวิตกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพราะหากแนวโน้มยังเป็นเช่นเดิม อีกไม่นานภูมิอากาศโลกจะร้อนขึ้น 2 องศาเซลเซียส จากระดับของยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ผู้รู้เหล่านั้นเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นไปถึง 2 องศาเซลเซียสเมื่อไร ความเสียหายในระดับโลกาวินาศจะเกิดขึ้นแน่นอน
ณ วันนี้ ข้อมูลบ่งชี้ว่า แนวโน้มไม่น่าจะเปลี่ยน เพราะเมื่อปีที่แล้ว อุณหภูมิโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่สถิตินั้นจะถูกทำลายลงในปีนี้ และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ปีหน้าจะร้อนกว่าปีนี้แน่นอน
นั่นหมายความว่า การประชุมใหญ่ในนครปารีส ในตอนปลายเดือนนี้ต่อกับต้นเดือนหน้า ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ และการแสวงหาข้อตกลงเกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจก จะไม่มีผลอะไรในระยะสั้น และปัญหาที่จะตามมาย่อมน่าวิตกยิ่งขึ้น ไม่ว่ามันจะมาจากทางน้ำ ทางอากาศ หรือทางบก
ด้านทางน้ำ ปัญหาใหญ่ได้แก่ ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อน้ำแข็งในเขตหนาวละลายต่อไปอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นแก่หมู่เกาะและเมืองชายทะเล บางประเทศจะจมน้ำหายไปไม่ว่าจะเป็นมัลดีฟหรือวานูอาตู
บังกลาเทศซึ่งมีพื้นที่เพียงจำกัด และประชาชนแออัดสูงมาก อาจจมหายไปถึงครึ่งประเทศ ปัญหาผู้ลี้ภัยที่มองกันว่าเลวร้ายในปัจจุบัน จึงนับวันจะยิ่งเลวร้ายขึ้น เมืองใหญ่ๆ ตามชายทะเลจะจมหายไปเป็นบางส่วน กรุงเทพฯ อยู่ในข่ายด้วย นั่นหมายความว่า การลงทุนมหาศาลในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อทำกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางของทุกอย่างนั้น จะต้องใช้งบประมาณอีกมหาศาลเพื่อป้องกันมิให้น้ำท่วมอย่างถาวร
หลายครั้งคอลัมน์นี้พูดถึงข้อเสนอหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีมาแล้วว่า ให้สร้างเมืองใหม่เพื่อถ่ายโอนความแออัดออกไปจากกรุงเทพฯ หลังเวลาผ่านไปกว่า 50 ปี ยังไม่มีทีท่าว่าเมืองใหม่ในแนวดังกล่าวจะเกิดขึ้น สังคมไทยยังตกอยู่ในภวังค์จำพวกไม่หลั่งน้ำตาจนกว่าจะเห็นศพ
ด้านทางอากาศ พายุใหญ่จะเกิดบ่อยขึ้น และแต่ละครั้งจะรุนแรงขึ้นสลับกับความแห้งแล้งที่จะรุนแรงขึ้น ในบางภูมิภาคของโลก น้ำจะท่วมและผืนดินกับเนินเขาจะถล่มทลายร้ายแรงขึ้น โดยเฉพาะในย่านที่การตัดไม้ทำลายป่ายังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมืองไทยอยู่ในข่ายนี้เช่นกัน
ด้านทางบก เขตที่ภูมิอากาศเหมาะแก่การผลิตอาหารจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ร้ายยิ่งกว่านั้น บางแห่งจะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ถึงกับต้องแย่งชิงกันย่างเข้มข้น จนเป็นข้อพิพาธระหว่างชุมชนและระหว่างประเทศ สงครามชิงน้ำที่คอลัมน์นี้อ้างถึงหลายครั้ง มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก (หนังสือสองเล่มที่อ้างถึงใช้ชื่อเดียวกันว่า Water Wars หรือ “สงครามชิงน้ำ” ซึ่งมีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com) เมืองไทยซึ่งครั้งหนึ่งคงไม่มีใครคิดว่าจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำร้ายแรง ได้เห็นตัวอย่างกันบ้างแล้วเมื่อต้นฤดูฝนที่ผ่านมา แนวโน้มบ่งว่า ต้นปีหน้าความแห้งแล้งจะร้ายแรงยิ่งขึ้น
อันที่จริง เมืองไทยไม่ควรขาดแคลนน้ำ แต่ความคุ้นเคยกับความเอื้ออารีของธรรมชาติมากเกินไป ทำให้เราไม่รู้จักบริหารจัดการน้ำ ที่แต่ละปีฝนนำมาให้ในปริมาณมหาศาล
เมื่อพูดถึงการบริหารจัดการน้ำ เรามักนึกถึงเขื่อนพร้อมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่กักเก็บน้ำไว้จ่ายไปตามแม่น้ำลำคลอง สิ่งเหล่านั้นมีข้อดีมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน มันมักพกคำสาปติดมาด้วย โดยเฉพาะทางด้านการทำลายระบบนิเวศ ด้วยเหตุนี้ ชาวโลกบางส่วนนอกจากจะหยุดสร้างเขื่อนใหม่แล้ว ยังเริ่มรื้อเขื่อนที่สร้างไว้ออกไปอีกด้วย ณ วันนี้ เราน่าจะมีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในจำนวนมากพอ แต่เรายังขาดสระเก็บน้ำขนาดเล็ก ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในไร่นา
ผู้รอบรู้บางท่านเสนอให้ทำนาและไร่ให้เป็นโคก หนองและนา โดยตั้งชื่อว่า “โคกหนองนาโมเดล” ซึ่งเป็นข้อเสนอที่วางอยู่บนฐานของการทำไร่นาสวนผสม หรือตามแนวทฤษฎีใหม่
แนวคิดนี้เป็นการบริหารจัดการน้ำ ที่ดินและเวลาที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของสังคมชนบท ที่ประกอบด้วยการทำเกษตรกรรมขนาดเล็กของไทย วิธีบริหารจัดการน้ำดังกล่าวได้ผลดี แม้กระทั่งในย่านกึ่งทะเลทราย เช่น ในรัฐราชาสถานของอินเดีย ซึ่งหนังสือสองเล่มนั้นกล่าวถึงคนไทยที่สนใจ คงจะไปศึกษาดูงานกันได้โดยไม่ต้องใช้เวลาและงบประมาณมากนัก นอกจากจะคิดว่าไม่น่าไปศึกษาเท่ากับในอเมริกาและยุโรป
การขุดสระพวง หรือการทำเมืองไทยให้เป็นหลุมขนมครก ดูจะยังไม่มีใครพยายามทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นในระดับรัฐบาลหรือในระดับชุมชน แม้เกษตรกรบางคนจะขุดสระของตนแล้วก็ตาม เมืองไทยมีพื้นที่มากมายที่จะทำนำร่องได้ หากไม่แน่ใจในแนวคิดนี้
หลายครั้งผมนำแนวคิดไปคุยกับชาวบ้านในย่านอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เพราะมองว่าการขาดน้ำสำหรับเกษตรกรรมในหน้าแล้ง ที่นั่นจะเป็นแรงจูงใจที่ดี แต่ไม่มีใครสนใจ หากรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ ผมเสนอให้ใช้ย่านอำเภอบ้านนาทำโครงการนำร่อง ซึ่งคงไม่ต้องใช้เวลาและงบประมาณมากนัก
หรือโครงการเช่นนี้จะใช้งบประมาณน้อยเกินไป จึงไม่มีใครใส่ใจเท่ากับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จำพวกโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์?






