วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งคตช.สอบ 21 ลูกหนี้ไอแบงก์

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 นั่งหัวโต๊ะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด มานั่งกำชับกำชาที่จะให้เร่งแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ที่ประสบปัญหาขาดทุนให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาที่แจกจ่ายการบ้านให้ไป พบมีเพียง 2 รัฐวิสาหกิจเท่านั้นที่ทำงานเข้าเป้า นั่นคือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์)

ส่วนที่เหลืออีก 5 รัฐวิสาหกิจดูเหมือนยังห่างเป้าหมาย นายกรัฐมนตรีถึงกับต้องคาดโทษให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานต้องร่วมแรงร่วมใจรับผิดชอบ

 ทำไมยุคนี้ถึงขั้นต้องให้นายกรัฐมนตรี ลงมาคาดโทษการทำงาน ตรวจสอบการบ้านแล้วยังนั้นหรือ? 

ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ยังอยู่ในสภาพต้องคอยกระทุ้ง เห็นทีจะเป็นเจ้าเดิมๆอย่างการบินไทย รฟท. ขสมก. ทีโอที และ กสท รัฐวิสาหกิจพวกนี้ เมื่อก่อนดูอู้ฟู่ กับการใช้เงิน  แต่ยุคนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปแล้ว การแข่งขันจากภาคเอกชน เกี่ยวกับการให้บริการดูจะทันสมัยและแข่งขันรุนแรงเสียด้วย ฉะนั้นจะเป็น“เสือนอนกิน” หรือคอยรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลคงไม่ง่ายเสียแล้ว

 ลองมาดูรัฐวิสาหกิจที่สอบผ่านการแก้ปัญหาตอนนี้อย่างไอแบงก์บ้าง เขาทำกันอย่างไร ง่ายๆ อาจเป็นเพราะผู้ได้รับมอบหมาย เข้าไปจัดการ มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจโจทย์ เข้าใจปัญหา  แม้จะเจอขวากหนามอยู่ไม่น้อย แต่ก็สามารถจัดการกระบวนการที่หมักหมมมาได้ระดับหนึ่ง 

ยิ่งเป็นองค์กรอย่างไอแบงก์ ที่ปะปนไปด้วยเล่ห์กล การให้สินเชื่อลูกค้าช่วงที่ผ่านมา เรียกว่า หากู้ที่ไหนไม่ได้ มาที่ไอแบงก์ได้ทั้งหมด

    แถมให้วงเงินเกินความเป็นจริง หรือไม่ก็รีไฟแนนซ์จากแบงก์อื่น เท่ากับเป็นหนี้ที่อื่นแล้ว มาขอวงเงินจากไอแบงก์สูงๆ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นพวก“ขาใหญ่”มีเส้นสายไม่ธรรมดา กลุ่มนี้มีอยู่ไม่น้อยที่ต้องนำไปสู่กระบวนการยื่นฟ้องร้องเวลานี้

การจัดการของไอแบงก์ที่ผ่านมา เรียกว่า“สอบผ่าน”ไม่ว่าจะเป็นส่วนของการหาพันธมิตรร่วมทุน ตรงนี้คาดว่า อีกไม่เกินไตรมาสแรกปี 2559 ก็น่าจะจบได้

แต่ที่ยังยืดเยื้อและต้องจัดการกันต่อไป คงเป็นเรื่องของกระบวนการสอบสวน และการฟ้องร้องของกลุ่มลูกหนี้ประเภท“ชักดาบ”เสียมากกว่า ตรงนี้มีอยู่หลายราย ที่น่าสนใจตอนนี้ทีมสอบสวนของไอแบงก์ ได้จัดส่งบัญชีรายชื่อลูกหนี้ ให้คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.)แล้ว 7 ราย รวมๆ เงินต้นที่กู้ไป กว่า 4,000 ล้านบาท หากดูถึงมูลหนี้หลักประกัน แต่ละรายน้อยมาก 

ที่สำคัญกรรมการชุดคตช.มีทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) โดยเฉพาะปปง.ที่มีอำนาจตรงสอบเส้นทางเงินได้อย่างดี เมื่อถึงตอนนั้นคงจะรู้ว่าเงินส่วนนี้ไปอยู่ในมือลูกหนี้ใคร? เมื่อสิ้นสุดการสอบของคตช.ก็จะส่งไปยังป.ป.ช.ตรวจสอบต่อ 

ยังมีลูกหนี้อีก 14 รายเป็นทั้งลูกหนี้ที่เป็นทั้งกลุ่มธุรกิจและเอสเอ็มอี ที่กำลังจะถูกส่งไปยังคตช.ลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปี 2553-2554  หากประเมินคร่าวๆ เวลานี้คงจะมีลูกหนี้ที่จะถูกตรวจสอบไม่น้อยกว่า 21 ราย

  แต่ที่แน่ๆตอนนี้ อยู่ในมือป.ป.ช.แล้ว 1 ราย มูลหนี้กว่า 100 ล้านบาท ลูกหนี้รายนี้เป็นกลุ่มนำเข้ารถยนต์ เหตุผลที่ต้องส่งให้ปปช.สอบสวน เพราะมีความผิดการอนุมัติในเรื่องหลักประกัน ทำให้แบงก์เสียหาย มีการอนุมัติสินเชื่อ เกินกว่าความเป็นจริง 

ว่ากันว่างานนี้ มีคนในเข้ามาเกี่ยวข้องการให้สินเชื่อซะอย่างนั้น ส่วนจะมีใครเกี่ยวพันอย่างนี้ต้องติดตาม

 ปัญหาไอแบงก์ช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์มาจากแบงก์อื่นเป็นส่วนใหญ่ บางรายไปแต่งตัวใหม่ตั้งชื่อบริษัทใหม่ แล้วมาขอสินเชื่อ ที่น่ากลัวยิ่งนักมีการพูดกันว่าบางรายเจ้าหน้าที่ไม่เคยเห็นหน้าลูกหนี้เสียด้วยซ้ำว่าเป็นใคร มีเพียงแค่กระดาษไม่กี่ใบก็สามารถจัดการได้ 

อย่างนี้ไม่ให้เกิดหนี้เสียได้อย่างไร ที่แน่ๆ ไอแบงก์ยังคงมีหนี้เสียไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท ที่ต้องแก้ปัญหา 

แต่อย่างน้อยการแก้ปัญหาที่ผ่านมา สามารถแยกแยะการฟื้นฟูองค์กร กับการตามไล่ล่าหาคนผิดมารับโทษได้