"New Normal" เป็นคำที่ถูกใช้เป็นครั้งแรกในแวดวงธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ภายหลังวิกฤตการณ์ซับไพร์ม
ในปี 2009 โดยนักลงทุนตราสารหนี้ Bill Gross ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO)
ในระยะแรกคำนี้ยังไม่ติดตลาดนัก แต่ 5 ปีผ่านไป ในภาวะที่รูปแบบของเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือ ยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤติกลับเข้าสู่ภาวะปกติเดิม คำว่า New Normal จึงถูกขยายความ นำมาใช้ในวงกว้างและแพร่หลายมากขึ้น
"New Normal" เป็นความพยายามนิยาม ถึงสภาวะเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่มีคุณลักษณะแตกต่างไปจากรูปแบบเดิม กล่าวคือ ความผันผวนทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจแบบเดิม ที่เมื่อเผชิญกับวิกฤติแล้ว ใช้เวลาระยะหนึ่งเศรษฐกิจก็พร้อมปรับตัวเข้าสู่สถานะเดิม
นั่นคือ เศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับวิกฤตการณ์ จะไม่ปรับฟื้นคืนมาเติบโตในระดับที่สูงเช่นเดิม อัตราการเติบโตจะชะลอตัวลงจากที่เคยอยู่ในระดับ 5-6% ต่อปี เข้าสู่อัตราการเติบโตเฉลี่ยระดับใหม่ ที่ต่ำกว่าเดิมในระดับ 3-4% ต่อปี ควบคู่ไปกับอัตราการว่างงานที่ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เป็นตัวกำหนดการเติบโตทางเศรษฐกิจมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป
ในปี 2014 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้กล่าวถึงการเข้าสู่บริบทใหม่ หรือ New Normal ของจีนเพื่อเป็นการส่งสารถึงพลเมืองจำนวนกว่า 1.4 พันล้านคน ของจีนและโลกว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตรา 10% ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมาของจีน กำลังปรับตัวเข้าสู่บริบทใหม่ ที่ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องลดตัวลงไปอยู่ในระดับใหม่ ที่ต่ำแต่ยั่งยืนกว่าเดิมไปอยู่ที่ราวๆ 7% ต่อปี
อัตราการเติบโตที่ลดน้อยลงดังกล่าว ถือเป็น New Normal ที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับและปรับตัวที่จะอยู่กับมัน
การสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเดือนกันยายน ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยกับบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจ” หรือ“The Thai Economy under the New Normal” ขานรับไปกับกระแสของ New Normal ของเศรษฐกิจโลก
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวไว้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริบทของเศรษฐกิจการเงินโลกและเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในมิติต่างๆที่สำคัญ 4 ด้าน คือ ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ส่งผลต่อบทบาทของภาคการส่งออกไทย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำทั้งไทยและต่างประเทศ ที่มีผลต่อภาคธุรกิจในการตั้งราคาสินค้าและบริการ ระบบการเงินโลกที่มีความเชื่อมโยงมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนในแต่ละประเทศถูกกระทบจากความผันผวนในตลาดการเงินโลกบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ด้านโครงสร้างประชากร ที่จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิต รวมถึงงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมและความยั่งยืนทางการคลัง
ในมุมมองของ ดร.ประสาน “New Normal” ทั้ง 4 ด้าน เป็น “บรรทัดฐานใหม่”ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมไทย อย่างยากจะหลีกเลี่ยง
นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอธิบายว่า การที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง เนื่องจากมีการใช้จ่ายทางการคลังจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยยอมให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น เป็นการกู้ยืมการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน
การกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งด้านการคลังและตลาดเงิน ที่ช่วยให้สถาบันการเงินแข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดภาระที่ธนาคารกลางจะต้องเข้าไปอุ้มชูดังสถาบันการเงินที่มีปัญหา แต่ส่งผลให้ผลตอบแทนทางการเงินที่ลดต่ำลง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับทรัพยากรและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละประเทศโดย เฉพาะการลดการพึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักมาร์กซ์ ให้คำอธิบายบริบทใหม่ว่าพวกเขาและนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่าง พอล ครุกแมน มีความเห็นพ้องต้องกันในประเด็นที่ว่า สภาวะใหม่ที่เผชิญอยู่ไม่ใช่ภาวะถดถอยเพียงชั่วคราว แต่เป็นภาวะตกต่ำแบบถาวร ซึ่งได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก
สำหรับนักเศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักมาร์กซ์แล้ว สภาวะดังกล่าวเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจในทศวรรษ 1970 และความพยายามหลุดพ้นจากวิกฤติดังกล่าว ผ่านแนวนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 4 ทศวรรษ
เริ่มจากการลดลงของอัตราค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งผลักดันให้อัตรากำไรเพิ่มสูงขึ้น แต่ส่งผลให้อำนาจซื้อในระบบลดน้อยลง ขณะที่ทุนขยายขนาดการลงทุน และการผลิตอยู่ตลอดเวลา ทางเลือกของการคงอำนาจซื้อ เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเอากำไรออกมาได้ ก็คือการให้สินเชื่อ
การขยายตัวของสินเชื่อและนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ มีผลกระตุ้นให้เกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน การใช้สินเชื่อเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ จึงเป็นอาการของความขัดแย้งของระบบทุนนิยม เนื่องจากกำไรกระจุกตัวอยู่ในมือของทุน และไม่ได้ถูกจัดสรรปันส่วนให้แรงงาน ส่งผลให้เกิดการผลิตล้นเกิน ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็คือการบริโภคต่ำระดับ
การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเปราะบางและไม่ยั่งยืนของตลาดเงินและ อสังหาริมทรัพย์
ด้วยเหตุนี้ความพยายามออกจากวิกฤติการผลิตล้นเกินของทุน จึงก่อให้เกิดวิกฤติ และลดทอนทางเลือกในการจัดการวิกฤติเศรษฐกิจลง
นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นเครื่องมือในการดึงเศรษฐกิจโลก ให้หลุดพ้นจากเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930 ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบันเนื่องจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ต่างทับท่วมไปด้วยหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นจากการที่ภาครัฐเข้าไปค้ำยัน และโอบอุ้มภาคการเงินการธนาคารจนเพียบแป้
ภาวะด้อยสมรรถนะดังกล่าวของภาครัฐ จึงแยกไม่ขาดจากการขาดอำนาจซื้อ และฟองสบู่ทางด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ภาครัฐต้องหันมาใช้นโยบายการคลังแบบรัดเข็มขัด จึงไม่มีเงินเพียงพอ ที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งพึ่งพิงสุดท้ายอย่างที่เคนส์เคยให้ความหวังเอาไว้
กล่าวคือ ในภาวะปกติใหม่ของเศรษฐกิจโลกที่เราเผชิญอยู่ เครื่องมือหลักๆ ที่เคยใช้ในการต่อกรกับวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของอำนาจซื้อ ผ่านการให้สินเชื่อและการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภาครัฐต่างเผชิญกับปัญหาในตัวเอง และไม่สามารถต่อกรกับวิกฤติเศรษฐกิจดังที่เคยเป็นมาในอดีต
ทางเลือกของนโยบายจึงมีเหลือน้อยเต็มที แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะหันไปเลือกใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ โดยการเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบโดยตรง เพื่อซื้อสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน โดยหวังให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ทางเลือกดังกล่าวก็ดูเหมือนจะไม่สามารถสร้างปาฏิหารย์ให้เกิดขึ้น
“New Normal” จึงเป็น พลวัตของเศรษฐกิจโลกที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและยากที่จะหลีกเลี่ยงได้
---------------------
กุลลินี มุทธากลิน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย









