คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการประเมินผลดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง และได้กำหนดกรอบเวลาให้รัฐวิสาหกิจ 5 แห่งที่มีปัญหาการทำตามแผนฟื้นฟูกิจการภายใน 3 เดือน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขณะที่รัฐวิสาหกิจสองแห่ง ซึ่งเป็นธนาคารรัฐถือว่ามีการแก้ปัญหาเป็นที่น่าพอใจ และไม่ได้กำหนดกรอบเวลาให้ต้องเร่งดำเนินการ เพียงแต่ทำตามแผนฟื้นฟูเดิม
หากพิจารณาจากรายชื่อของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมานั้นประสบปัญหาเรื่องการดำเนินงานค่อนข้างมาก ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคมจำกัด(มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์) ซึ่ง ธนาคารรัฐทั้งสองแห่งถือว่าคนร.พอใจแผนการฟื้นฟู ส่วนที่เหลือสั่งให้เร่งทำ
รัฐวิสาหกิจที่คนร.เรียกให้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูในครั้งนี้ บางแห่งเป็นบัญหามานาน เนื่องจากเป็นบริหารสาธารณะและมักจะประสบปัญหาขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ว่าเหตุผลมาจากต้นทุนดำเนินการสูงหรือราคาบริการสาธารณะค่อนข้างต่ำ อย่างการรถไฟฯ หรือ ขสมก. ซึ่งในอดีตรัฐบาลก่อนหน้านั้นได้ล้่างหนี้ให้มาแล้ว เพราะเห็นว่าเป็นบริการสาธารณะที่รัฐบาลบริการประชาชน แต่บางแห่งมีการดำเนินงานเชิงธุรกิจเด่นชัด และประสบปัญหามากขึ้น แม้ว่าจะมีสิทธิประโยชน์บางอย่างเหนือกว่าเอกชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการแข่งขัน
อันที่จริง ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน และแทบไม่มีรัฐบาลใดเลยจะว่างเว้นจากการแก้ปัญหาของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่กว่า 50 แห่ง ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีนโยบายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเสนอให้ทุกรัฐบาลพิจารณา ซึ่งแนวนโยบายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาก็พบว่าบางแห่งดำเนินการอย่างยอดเยี่ยม จนพัฒนาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ขณะที่รัฐวิสาหกิจบางแห่งกลับมีสถานะเลวร้ายลง หลังจากที่รัฐบาลมีนโบยบายเปิดเสรีภาคบริการให้เอกชนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น
ดังนั้น จากการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันการให้บริการกับรัฐวิสาหกิจ กำลังส่งผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งหากรัฐวิสาหกิจใดเรียกร้องมห้รัฐบาลช่วยเหลือมากเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าตัวเองมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น และอาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้หลังจากรัฐบาลหลายสมัย ยังคงนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจเอาไว้เป็นนโยบายสำคัญ ปัญหาที่เกิดกับรัฐวิสาหกิจหลายแห่งในขณะนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพการแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่
รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ก็เช่นเดียวกันที่มีนโยบายปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมด และอาจทำมากกว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ คือการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือโฮลดิ้ง ซึ่งขณะนี้ยังต้องติดตามดูว่าจะสามารถทำได้แค่ไหน แต่ในหลักการแล้วต้องการเพิ่มประสิทธิให้กับรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ และลดปัญหาต้นทุนแอบแฝงที่เคยมีมา ซึ่งเราเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่สิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลคือจะปฏิรูปได้อย่างเบ็ดเสร็จหรือไม่ เพราะหากทำจริง การปฏิรูปถึงที่สุดแล้วก็จำต้องยุบ และเปิดทางให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ คำถามคือรัฐบาลจะกล้าทำหรือไม่






