วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไปรษณีย์ญี่่ปุ่น

ดิฉันไม่ได้เขียนเรื่องหุ้นมาหลายเดือน มาเดือนนี้มีเรื่องตื่นเต้นสำหรับวงการตลาดทุนโลกเล็กน้อย

จึงต้องรีบนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านค่ะ

หัวข้อเรื่องวันนี้ดูไม่เป็นหุ้นเลยนะคะ แต่เมื่อวันพุธที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา หุ้นที่ออกเสนอขายต่อประชาชนครั้งแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2558 ได้เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหุ้นโตเกียว หุ้นนั้นคือJapan Post Holdingsใช้สัญญลักษณ์ย่อว่า 6178

ดีลนี้เป็นการขายหุ้นออกใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงสองสามปีนี้ โดยรัฐขายหุ้นออกมา 11% ก่อนในช่วงนี้ด้วยมูลค่าประมาณ12,000ล้านเหรียญสหรัฐนับเป็นการขายหุ้นที่ใหญ่อันดับสามรองจาก อะลีบาบา ที่เสนอขายหุ้นมูลค่า 25,000 ล้านเหรียญในเดือนพ.ค. 2557 และ Facebook ที่เสนอขายในมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญในปี 2555

Japan Post Holdingsไม่ได้ดำเนินธุรกิจไปรษณีย์อย่างเดียวนะคะแต่เป็นสถาบันการเงินที่รับฝากเงินจากประชาชนและขายประกันภัยโดยมีบริษัทแม่เป็นบริษัทโฮลดิ้งชื่อJapan Post Holdings (6178)และมีบริษัทลูกที่พ่วงเข้าตลาดไปในคราวนี้ด้วย2บริษัทคือธนาคารพาณิชย์ที่มียอดเงินฝากสูงสุดของญี่ปุ่นชื่อJapan Post Bank Co., Ltd. (7182)และJapan Post Insurance Co., Ltd. (7181)ซึ่งเป็นบริษัทประกันที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในญี่่ปุ่น

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นมีพนักงานทั้งเครือ 200,000 คน มีสาขา 24,000 สาขา มีสินทรัพย์ทั้งกลุ่ม ประมาณ 15.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท) นอกจากการทำธุรกิจ ไปรษณีย์ ธนาคารพาณิชย์ และประกันภัยแล้ว นี้ยังมีการลงทุนใน บริษัท Australia’s Toll Holdings ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอีกด้วย

กรณีนี้ถือเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี1987ที่มีการนำเอา NTT (Nippon Telegraph & Telephone Corporation : 9432) เข้าจดทะเบียนซื้อขาย

เหตุผลของการที่ประชาชนยอมให้นำรัฐวิสาหกิจกลุ่มนี้ออกมาแปรรูปทั้งๆที่มีการคัดค้านกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรี โคอิซุมิ นำเสนอเมื่อปี 2548 ท้ายที่สุดผู้คัดค้านยอมจำนน เพราะให้เหตุผลว่า จะนำเงินไปช่วยบูรณะฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2554

ราคาเสนอขายต่อประชาชน หรือ Initial Public Offering (IPO) Price ของบริษัทโฮลดิ้ง ที่ 1,400 เยน ซึ่งเป็นราคา 0.41 เท่าของมูลค่าตามบัญชีของหุ้น สำหรับหุ้นของธนาคารเจแปนโพสต์ (Japan Post Bank) ตั้งราคาเสนอขายครั้งแรกที่ 1,450 เยน ซึ่งคิดเป็น 0.47 เท่าของมูลค่าหุ้นตามบัญชี และหุ้นของบริษัทประกัน (Japan Post Insurance) ตั้งราคาเสนอขายไว้ 2,200 เยน ซึ่งคิดเป็น 0.67 เท่าของมูลค่าตามบัญชี ในขณะที่หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น มีราคาซื้อขายกันที่ ประมาณ 0.7 เท่าของมูลค่าตามบัญชี

เนื่องจากราคาขายที่เสนอค่อนข้างต่ำ ทำให้เกิดการจองซื้ออย่างล้นหลาม และเมื่อเข้าไปซื้อขายในวันแรก ก็ปิดตลาดในสัปดาห์แรกด้วยราคาที่สวยงาม คือ หุ้นบริษัทโฮลดิ้งเพิ่มขึ้นเป็นหุ้นละ 1,755 เยน จากราคาเสนอขาย 1,400 เยน หรือกำไรประมาณ 25.35%

หุ้นบริษัทประกัน เพิ่มขึ้นเป็นหุ้นละ 3,730 เยน จากราคาเสนอขาย 2,200 เยน หรือกำไรประมาณ 69.54% และหุ้นธนาคารเพิ่มขึ้นเป็นหุ้นละ 1,718 เยน จากราคาเสนอขาย 1,450 เยน หรือกำไรประมาณ 18.48%

นอกจากนี้ จากการคาดการณ์เงินปันผล คาดว่าหุ้นกลุ่มนี้จะมีอัตราเงินปันผล 3.0 -3.5 % และหุ้นในกลุ่มที่ประกอบเป็นดัชนี Nikkei 225 ให้อัตราเงินปันผลประมาณ 1.64% เท่านั้น

ทำไมจึงมีการตั้งราคาขายหุ้นให้ต่ำ สาเหตุคือ นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อะเบะ ตั้งใจจะให้หุ้นของไปรษณีย์ญี่ปุ่น กระจายออกไปให้ผู้ลงทุนบุคคลรายย่อยให้มากที่สุด แม้จะขายหุ้นผ่านโบรกเกอร์ชื่อดัง 70 แห่งทั่วโลก โดยมีบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ โกลด์แมนแซค มิตซูบิชิยูเอฟเจ มอร์แกนสแตนลีย์ และ เจพีมอร์แกน เป็นแกนนำในการจำหน่ายก็ตาม แต่นโยบายการกระจายหุ้นคือ ในจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมด 412,442,300 หุ้นนั้น ได้กำหนดขายให้ผู้ลงทุนในประเทศ 80% และในส่วนนี้เป็นผู้ลงทุนรายย่อยมากถึง 90%

นายกรัฐมนตรีอะเบะ บอกว่าต้องการให้คนญี่ปุ่นหันมาลงทุนมากกว่าเก็บเงินออมไว้อย่างเดียวค่ะ

และคาดว่าจะได้ผล เพราะราคาหุ้นได้วิ่งขึ้นไป ทำให้ผู้ลงทุนมีกำไร หลายคนอาจจะลงทุนในหุ้นทุนเป็นครั้งแรก และเมื่อลงทุนแล้วได้ประสบการณ์ในการลงทุนที่ดี ย่อมมีกำลังใจในการลงทุนต่อไปอย่างไรก็ดี สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป ณ ราคาตลาดปัจจุบัน ถือว่าราคาหุ้นของทั้งสามบริษัทไม่ต่ำแล้วค่ะ

มีผู้วิจารณ์ว่าที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในการนำหุ้นไปรษณีย์ญี่ปุ่นออกมาแปรรูปและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั้นคือนโยบายAbenomicsหรือยุทธศาสตร์ลูกศร3ดอกของนายกรัฐมนตรีชินโสะอะเบะแห่งญี่ปุ่นนั่นเองเพราะหากผู้ลงทุนรายย่อยได้กำไรจากหุ้นก็จะมีแรงจูงใจให้ใช้เงินจับจ่ายซื้อของทำให้เศรษฐกิจคึกคักขึ้นได้

ดิฉันยังมองอีกว่า เงินที่ได้จากการขายหุ้น นอกจากจะสามารถนำไปชดเชยเงินฟื้นฟูความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิแล้วยังสามารถนำไปลดหนี้สาธารณะของญี่่ปุ่นซึ่งเกินกว่าระดับ 200% ของจีดีพีมานานหลายปีแล้ว

ดิฉันเพิ่งเดินทางกลับมาจากญี่ปุ่น รู้สึกถึงความคึกคักของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 3 เดือนก่อนค่ะ ส่วนหนึ่งเกิดจากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันไปเที่ยวเนื่องจากค่าเงินเยนอ่อน และการเปิดไม่ต้องมีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

หมายเหตุการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง บทความนี้มิได้มีความประสงค์จะเชิญชวนหรือเสนอแนะให้ลงทุนในหลักทรัพย์ดังกล่าวแต่อย่างใด แต่นำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป