ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดผลกระทบ “รุนแรง” ต่อสภาพแวดล้อมทางทะเล และแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่ง
ทั้งสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ไปจนถึงประจวบคีรีขันธ์ จากการปล่อย“น้ำมัน”กลางทะเล รวมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะทางยาว 30-40 กิโลเมตร
000 ผ่านมา 10 กว่าวัน แม้ว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย...จากการมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ยังไม่มีหน่วยงานไหนออกมายืนยันว่าคราบน้ำมันที่จมลงพื้นทะเล และส่วนที่ซึมลงชั้นทรายชายหาด จะส่งผลกระทบกับผู้ที่“สัมผัส”หรือไม่
000 รวมทั้งไม่มีใครบอกเล่าให้เกิดความสบายใจได้ว่า “คราบน้ำมัน” ที่ว่าหายไป...หายไปอยู่ที่ส่วนไหน หรือจะเหมือนกับที่ป่ายชายเลน สมุทรสาคร ที่กลุ่มอาสาสมัครนับร้อยคนนัดหมายกันหวังไปทำความสะอาดพื้นที่ แต่กลับพบว่ามีคราบน้ำมันปริมาณมากและเข้มข้นกว่าเก่า เกาะอยู่ตามรากไม้โกงกางในป่าชายเลน ซึ่งมีปริมาณมากพอที่จะกังวลว่าจะเกิดผลกระทบกับระบบนิเวศ ที่แม้จะไม่ถึงกับทำให้พืชและสัตว์ตาย แต่ก็อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเป็นผลกระทบในระยะยาว
000 การรวมตัวกันของชาวบ้านอาสาคราวนั้น...ยังมีอีกประการที่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการ“ลงมือ”ด้วยมือเปล่า จะมีถุงมือสวมใส่ ก็ไม่ใช่ถุงมือที่ป้องกันสารเคมีได้ ทั้งยังไม่ได้มีการป้องกันปิดตา ปิดจมูก ไม่มีการเตรียมหยูกยาหากมีอาการ“แพ้”...เพราะไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปดูแลให้ความรู้
000 จนถึงวันนี้คราบน้ำมันที่ป่าชายเลนก็ยังไม่หมด... แต่ก็ไม่ปรากฎว่าจะมีหน่วยงานใดเข้าไปจัดการต่อ จนน่าเป็นห่วงว่าปัญหาที่เกิดถูก“สนใจ”มากน้อยแค่ไหน
000 สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่าไม่ใช่ครั้งแรก... และเจ้าหน้าที่ก็เช่นกันต้องรู้ว่า เรื่องทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นมาแล้วนับร้อยครั้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำเสมือนเป็นเรื่องเคยชิน... แต่กลับกันกลับยิ่งต้องคิดหาหนทางป้องกัน ต้องย้อนไปให้ถึงต้นตอสาเหตุจะได้ระวังและแก้ไขได้ถูกจุด
000 ปัญหาคราบน้ำมันในทะเลส่งผลกระทบมากมาย ทั้งมากพื้นที่เพราะครอบคลุมไปหลายจังหวัด มากผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเพราะตลอดเส้นทางมีชายหายและสถานที่เที่ยวทางทะเลมากมาย รวมทั้งยังมากด้วยความเสียหายทางด้านการเกษตรและการประมง
000 จะมีเพียงสิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะ“น้อย”ก็คือความ“ใส่ใจ”จากภาครัฐ ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงาน แต่กลับปรากฎเป็นข่าวในการเข้าดูแลแก้ปัญหาไม่“คึกคัก”เท่าที่ควรจะเป็น
000 รวมทั้งกรณีที่“หัวหิน-ปราณบุรี” มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.หัวหิน หลายวันก่อน ผู้สื่อข่าวพยายามติดตามสอบถามความคืบหน้า “ร้อยเวร”เจ้าของคดีก็ไม่กล้าชี้แจง บอกว่าขอให้“นาย”เป็นคนพูด ขณะที่เมื่อติดต่อไปที่นายใหญ่สุดในสถานีฯ ก็ทราบเพียงว่าไปกรุงเทพฯ และไม่รับโทรศัพท์มือถือ
000 สิ่งที่ได้เห็นจากปัญหาคราบน้ำมันครั้งนี้ก็คือ...ความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน น้ำใจของทหารที่ลงไปช่วย ความเข้มแข็งเอาจริงเอาจังของบางหน่วยงานในระดับพื้นที่... ที่สะท้อนว่าปัญหานี้ถูกมองเป็นปัญหาท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องระดับ“ชาติ”
000 ขณะเดียวกันบนความแข็งขัน...ก็ยังขาด“เจ้าภาพ” เป็นการทำงานแบบตัวใครตัวมัน ไร้การ “บูรณาการ” แบบที่ว่าน้ำมันไปถึงตรงไหน ท้องที่นั้นก็จัดเก็บ ไม่ได้เห็นความร่วมมืิอให้เกิดความต่อเนื่อง และไม่มีการเตือนพื้นที่“ถัดไป”ให้เตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อจะได้ตั้งรับอย่างทันท่วงที
000 ปัญหาทั้งหมดนี้แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นที่“จิตสำนึก” ในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ขณะเดียวกันก็ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มข้น และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้อง“ตระหนัก”ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ !!!
..................................
นฤพีร์ เพชรดล [email protected]






