“Save & Sound” เป็นคำที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เลือกเป็นคำนิยามสำหรับการบริหารเศรษฐกิจในช่วง2 เดือนที่ผ่านมา ด้วยพอใจกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเม็ดเงินทั้งงบประมาณ และจากสถาบันการเงินลงไปหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ที่จวนเจียนจะถึงทางตันให้มีความหวัง ขณะที่แผนต่อไปคือการประกาศยกเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจ พร้อมออกโรดโชว์เรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติเริ่มจากญี่ปุ่น อิหร่าน และศรีลังกา
ท่ามกลางปัญหาทางเศรษฐกิจที่รอการสะสางมากมาย ทั้งการขยับโครงสร้างส่วนราชการ ขันน็อตการทำงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางธุรกิจ เห็นได้จากที่ผ่านมาสมคิดเชิญนายกรัฐมนตรีให้มานั่งเป็นประธาน การประชุมมอบนโยบายและแนวทาง ในการขับเคลื่อนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแม้ทำงานกันเต็มที่ในปีที่ผ่านมา แต่อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ(Ease of Doing Business)ที่จัดอันดับโดยธนาคารโลกอันดับของประเทศไทยยังลดลงในปีที่ผ่านมา 3 อันดับ
มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจในการสร้างแรงจูงใจ ในการลงทุนในประเทศไทยอีกด้านหนึ่ง จากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระดับโลกนาย Scott Jacobs กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย Jacobs & Cordova & Associates จากสหรัฐฯ ซึ่งมีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ทบทวนความจำเป็นของกฎหมายในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสก็อตเดินทางมาประเทศไทย ตามคำเชิญของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)
เขาบอกว่าแม้กฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่ทุกๆประเทศเมื่อผ่านการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมมาระยะหนึ่งจะมีกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน กลายเป็นการสร้างภาระให้กับทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ รวมทั้งภาครัฐเองก็ต้องจัดสรรทั้งงบประมาณและกำลังคนเพื่อมาบังคับใช้กฎหมายบางฉบับที่ไม่มีความจำเป็นแล้ว ซึ่งจากการศึกษาพบว่าต้นทุนสำหรับการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ คิดเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจประมาณ10-20% ของจีดีพี
ในหลายๆประเทศที่ต้องการปรับปรุงการให้บริการภาครัฐให้มีความสะดวกคล่องตัว มีความโปร่งใสมากขึ้น จะมีการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งนำไปสู่ขั้นตอนของการพิจารณายกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย หรือที่เรียกว่าการตัดทิ้งกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น“Regulatory Guillotine” ซึ่งหลายประเทศมีประสบการณ์ในการโละทิ้งกฎหมาย เช่น เกาหลีใต้เคยโละกฎหมายที่ไม่จำเป็นจำเป็นกว่า 2,000ฉบับภายใน 2 ปี หลังจากนั้นมีการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) ไหลเข้ามาในประเทศกว่า36.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกิดการจ้างแรงงานใหม่ถึง 1.06ล้านตำแหน่ง ภาคธุรกิจลดต้นทุนได้ประมาณ 4.4% ส่วนเวียดนามภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนไปได้กว่า 1.45พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี แม้แต่ประเทศเล็กๆอย่างคอสตาริกและเคนยาก็ลดต้นทุนของภาคธุรกิจได้ 65.6 และ 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ตามลำดับ
บรรยง พงษ์พานิช คณะกรรมการนโยบายกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ มองว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องทบทวนกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆที่ภาครัฐออกมาอย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)มากถึง 9,000 ฉบับและยังมีกฎหมายลูก ทั้งในระดับ พระราชกฤษฎีกา ประกาศและกฎหกระทรวงอีกเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นแต่ขาดการทบทวน เช่นเดียวกับการขอใบอนุญาตต่างๆมีถึง 1,500 ใบอนุญาต และมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการขอใบอนุญาตถึง 15,500 กระบวนการซึ่งการมีกฎหมายจำนวนมากโดยขาดการทบทวนทำให้ยากต่อการตรวจสอบและเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลยพินิจและเรียกรับผลประโยชน์
ล่าสุดสมคิดระบุว่าได้ประสานกับวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีในการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ทบทวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจแล้ว ซึ่งต้องจับตาดูการทำงานต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะหากทำได้สำเร็จไม่เพียงเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ของรัฐบาลชุดนี้เท่านั้นแต่ยังเป็นประโยชน์มหาศาลกับประเทศ และจะช่วยดึงดูดให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยได้มากขึ้น









