วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประวัติศาสตร์บทนี้มีชื่อ ‘เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ’

ทั้งสองเดินเข้าหากันด้วยรอยยิ้ม ประสานมือให้กับช่างภาพ สื่อมวลชนหลายร้อยคน

 แสงไฟจากแฟลชสว่างจ้าไปทั่วสารทิศ

สีจิ้นผิงกับหม่าอิงจิ่วโบกมือ หันหน้าไปทั้งซ้ายและขวา ต่างรู้ว่านี่คือภาพประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกใน 70 ปี

ครั้งสุดท้ายที่ผู้นำจีนคนละค่ายพบปะกัน คือระหว่างเหมาเจ๋อตุงกับเจียงไคเช็ค เมื่อเดือนสิงหาคม 1945

คราวนั้นสองผู้นำจีนพบกันแล้วก็ทำสงครามเผด็จศึก จนเจียงต้องล่าถอยไปตั้งรัฐบาลที่ไต้หวัน และเหมายึดอำนาจแผ่นดินใหญ่ สถาปนา “จีนใหม่” เมื่อปี 1949

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งจีน กับประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่วแห่งไต้หวัน นัดพบกันที่โรงแรมแชงกรีล่าที่สิงคโปร์ เพื่อเขียนประวัติศาสตร์ของจีนบทใหม่

หลังจากขึ้นเวทีเพื่อถ่ายรูปให้ชาวโลกได้รับรู้แล้ว ทั้งสองก็เข้าห้องประชุม โดยที่ต่างคนต่างไม่เรียกขานด้วยตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” แต่ใช้คำว่า “นาย” เพราะจีนแผ่นดินใหญ่ไม่เคยยอมรับ ว่าไต้หวันเป็นประเทศของตน ดังนั้นจึงไม่อาจมี “ประธานาธิบดี” ได้

สีจิ้นผิงเริ่มด้วยการทักทาย “สวัสดีตอนบ่าย คุณหม่าอิงจิ่ว”

และประโยคที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์ฉากใหม่นี้คือ ที่ผู้นำแผ่นดินใหญ่บอกกับหัวหน้ารัฐบาลไต้หวันว่า

“ประชาชนจีนและไต้หวันเป็นเพื่อนร่วมชาติ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ”

ประธานาธิบดีจากปักกิ่งตอกย้ำว่า “ประวัติศาสตร์จะจำวันนี้ เรามานั่งร่วมกันวันนี้เพื่อว่า โศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์จะไม่เกิดซ้ำอีก... เพื่อว่าประโยชน์อันเกิดจากการพัฒนาที่สันติ ระหว่างสองฝั่งของเราจะไม่ต้องสูญเสียไปอีก.... เพื่อให้เพื่อนร่วมชาติของสองฝั่ง จะสามารถดำเนินชีวิตที่สันติและสงบอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปสามารถแบ่งปันอนาคตอันสวยงาม...”

หม่าอิงจิ่วตอบด้วยการยืนยันว่าทั้งสองฝ่าย จะต้องเคารพในค่านิยมและวิถีชีวิตของกันและกัน

“ในระยะเวลา 66 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้พัฒนาระบบที่แตกต่างกัน ความพยายามที่จะทำให้ความขัดแย้งทางทหาร กลายเป็นการพัฒนาอย่างสันติย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกิดข้ามคืนได้...” ผู้นำจากไต้หวันตอบหัวหน้าใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จากแผ่นดินใหญ่

น้ำเสียงและถ้อยประโยคของสีจิ้นผิง ไม่ได้แปลว่าจุดยืนของจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ยืนยันมาตลอดว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่วบางลงแต่อย่างไร แต่เมื่อต้องสำแดงให้ชาวโลก เห็นถึงความพยายามจะใช้การทูตเพื่อหาทางออก มากกว่าทางทหาร ประธานาธิบดีจากแผ่นดินใหญ่ก็ประกาศว่า

“เราควรต้องใช้การกระทำเพื่อแสดงให้โลกได้เห็นว่า คนจีนทั้งสองฝั่งของช่องแคบมีความสามารถ และสติปัญญาในอันที่จะแก้ปัญหาของเราเอง”

ตีความให้ดีวลี “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน” และ “เราสามารถแก้ปัญหาของเราเองได้” นั้นก็คือการขีดเส้นใต้ว่าอย่างไรเสียโลกนี้ก็มีประเทศจีนเพียงประเทศเดียวเท่านั้น...ไม่มี “ประเทศไต้หวัน” ที่แยกออกจาก “ประเทศจีน” แต่อย่างใด

จะเรียกว่าผู้นำทั้งสองสร้าง “ดราม่า” ครั้งนี้ขึ้นมาก็ไม่ผิดนัก แต่เป้าหมายที่แท้จริงย่อมอยู่ที่ว่าใครจะมองจากมุมไหน

ฟังจากสีจิ้นผิงและหม่าอิงจิ่วเอง การพบปะครั้งนี้เป็นการมองอนาคตเพื่อคนจีนรุ่นต่อไปจะได้อยู่อย่างสันติ และเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่จะมีผลต่อทั้งโลก

มองจากแง่นักวิเคราะห์การเมืองก็ตีความไปได้ว่า ทั้งสองผู้นำต้องการจะให้การพบปะครั้งนี้ มีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

พรรคก๊กมินตั๋งของหม่าอิงจิ่วกำลังเสียท่า เพราะตัวแทนของพรรคซึ่งเดิมเป็นผู้หญิงชื่อหงซิ่วชู่ ไม่อาจจะสู้คู่แข่งจากพรรค Democratic Progressive Party (DPP) ที่ชื่อใช่อิงเหวินได้เลย... และแม้จะเปลี่ยนตัวเป็นหัวหน้าพรรคชื่อ Eric Chu หรือจู่ลี่หลุนก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี

ปักกิ่งย่อมต้องการให้คนของพรรค KMT ของหม่าอิงจิวชนะเพื่อรักษานโยบายเป็นมิตรกับแผ่นดินใหญ่ เพราะหากพรรคฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง ความสัมพันธ์ก็จะมีความขัดข้องหมองใจกันพอสมควร

หากนี่เป็นแผนที่แท้จริง ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าการพบปะครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะช่วยให้พรรครัฐบาลของไต้หวันชนะเลือกตั้งหรือไม่... ตรงกันข้าม อาจจะมีผลไปอีกทางหนึ่งก็ได้ นั่นคือยิ่งทำให้คนไต้หวันที่ไม่ชอบปักกิ่งอยู่แล้ว หันไปเทคะแนนให้กับฝ่ายค้านหนักหน่วงขึ้นด้วยซ้ำไป

แต่ไม่ว่าเป้าประสงค์ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร การจับมือระหว่างสองผู้นำจีนครั้งนี้ย่อมมีความหมายที่มีนัยสำคัญ ต่อประวัติศาสตร์การเมืองจีนและของโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้

เมื่อผู้นำการเมืองจีนใช้ปรัชญาโบราณเรื่อง “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” ในการปรับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ก็แปลว่าวิเทโศบายการทูตของจีนกำลังจะแปรเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกวาระหนึ่ง

เติ้งเสี่ยวผิงปรับกลยุทธด้วยการใช้แนวทาง “หนึ่งจีน สองระบบ”

วันนี้ สีจิ้นผิงกำลังใช้ความเป็น “ครอบครัวเดียวกัน” และ “สายเลือดแห่งความเป็นจีนด้วยกัน” มาเป็นนโยบายผลักดันเป้าหมายทางการเมืองใหม่ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้

โดยเฉพาะเมื่อสองประธานาธิบดีสามารถนัดพบกันได้ในฐานะ “นาย ก. พบกับ นาย ข.” ได้เป็นครั้งแรกก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้อีก

แปลว่ากฎกติกามารยาทเดิม ๆ ที่เราเคยเชื่อว่าเป็นวิสัยปกติของมังกรยักษ์ก็นำมาใช้ไม่ได้อีกต่อไป