หลังจากประชุมไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด
ได้ขึ้นชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย ว่านับถึงปัจจุบันกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังแข็งแกร่ง อันทำให้เฟดคาดหมายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว ในระดับมากพอสนับสนุนตลาดแรงงาน และเริ่มผลักดันเงินเฟ้อให้ขึ้นสู่เป้าหมาย 2% ตามที่กำหนดไว้
เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งดำเนินไปด้วยดี ทำให้ประธานเฟดย้ำท่าทีเดียวกับแถลงการณ์ปลายเดือนที่แล้ว อันสะท้อนว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้่ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธันวาคม แต่ย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ที่จะทยอยรายงานออกมา พร้อมอธิบายว่าหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย คงดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่ขึ้นครั้งละมากๆ อันจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ มากนัก
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นสิ่งที่หลายคนคาดหมายมานานแล้ว รอเพียงจังหวะเวลาของการดำเนินการเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจำนวนหนึ่งจากการสำรวจความเห็นของธนาคารบาร์เคลย์แห่งอังกฤษ จึงมองว่าความเสี่ยงต่อตลาดเงิน ผลจากการปรับเปลี่ยนดอกเบี้่ยสหรัฐ อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี โดยนักลงทุนเพียง 7% ทั่วโลก มองว่าการปรับดอกเบี้ยของสหรัฐ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุดสำหรับปีหน้า เทียบกับเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่นักลงทุน 40% มองเรื่องนี้ว่าเป็นความเสี่ยงที่สุด
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนหันไปวิตกแทน คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เพราะแม้มีกระแสวิตกเรื่องดอกเบี้่ย แต่มีการมองว่าน่าจะส่งผลกระทบแง่ลบต่อตลาดในระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่นักลงทุน 36% มองว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดมากที่สุดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สำหรับปัจจัยรองลงไปคือเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีการหวั่นวิตกว่าอาจเติบโตได้ไม่สูงนัก
หากมองไปที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐซึ่งหากปรับขึ้น ก็จะทำให้ความไม่แน่นอนและกระแสการรอคอย ยุติลงได้ ขณะที่หากมองในส่วนของเศรษฐกิจจีน จะพบว่าคงไม่กลับมาขยายตัวในระดับสูงลิ่วเหมือนเดิม เพราะต้องปรับโครงสร้างจากการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน ไปเป็นการบริโภคในประเทศ โดยระหว่างการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อกำหนดแผนพัฒนาประเทศสำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า ผู้นำจีนระบุว่าการเติบโตปีละ 6.5% ช่วงปี 2559-2563 เพียงพอต่อการที่จีนจะบรรลุเป้าหมายความมั่งคั่งในการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวขึ้น 2 เท่าจากปี 2553 การระบุลงไปถึงตัวเลขการเติบโต ถือเป็นเครื่องชี้ที่ชัดเจนที่สุดว่าจีนจะลดเป้าหมายการเติบโตลงจากปัจจุบันที่ประมาณ 7% หลังจากจีดีพีไตรมาสล่าสุดต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี
แม้ตัวเลข 7% ในปัจจุบัน กับ 6.5% ในอนาคต ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก แต่คำถามยังมีอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าการปรับสมดุลครั้งนี้จะใช้เวลานานเท่าใด และจีนจะประคับประคองเศรษฐกิจ ไปได้อย่างราบรื่นมากน้อยแค่ไหนระหว่างช่วงของการปรับเปลี่ยน อีกทั้งยังแน่นอนว่าการขยับขับเคลื่อนของเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก จะกระทบไปถึงประเทศอื่นทั่วโลก รวมถึงไทย ซึ่งจะต้องจับตาพัฒนาการของจีนพร้อมคอยจัดวางลู่ทางเพื่อบรรเทาผลกระทบ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว









