กำลังจะสิ้นปี 2558 แล้ว ด้วยเวลาเหลือเพียงไม่ถึงสองเดือน และถ้าหากคิดถึงวันทำงานที่เหลือของปี
มีอยู่ไม่กี่วัน เพราะในเดือนธันวาคมมีวันหยุดอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับมีเทศกาลเฉลิมฉลอง เทศกาลที่มีต่อเนื่องจากวันลอยกระทง คริสต์มาส และปีใหม่ ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลคงไม่ประกาศให้วันที่ 11 ธันวาคมให้เป็นวันหยุดเพิ่มเติมอีกวัน เพราะทุกวันนี้วันหยุดของคนไทยก็มากกว่าประเทศอื่นอยู่แล้ว เชื่อว่าผู้ประกอบการและแรงงานส่วนหนึ่งที่ต้องการวันทำงานและต้องการหารายได้
รายได้หรือการผลิตของประเทศที่เรียกว่า GDP ของปี 2558 นั้น ก็คงชัดเจนแล้วว่า จะขยายตัวได้ไม่ถึงร้อยละ 3 จากคาดการณ์กันไว้เมื่อตอนต้นปีว่า เศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ในระดับร้อยละ 3.5-4.5 การฟื้นที่ช้าและเปราะบางนั้น เนื่องมาจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศหลายประการ แต่ต้องยอมรับภูมิความต้านของประเทศไทยอ่อนแอ สะท้อนได้จากการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน -5 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย) และมีโอกาสสูงว่าจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 คือ ปี 2557-2559 (จากประมาณการทางเศรษฐกิจของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เดือนตุลาคม)
ปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่จะกระทบต่อมูลค่าต่อการส่งออก แต่ปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้านี้ ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาเฉพาะตัว คือ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจและคนไทย ที่สะสมมาในช่วงระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ความอ่อนแอนี้เกิดจากการปลูกฝังค่านิยมในเรื่องการบริโภคนิยม ที่ส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่าย และใช้จ่าย ด้วยการมาตรการต่างๆ ภายใต้โครงการเอื้ออาทรต่างๆ เช่น โครงการรถคันแรก บ้านเอื้ออาทร สารพัดเอื้ออาทร ที่รวมไปถึงเงินกองทุนหมู่บ้านต่างๆ จนทำให้หนี้สินครัวเรือนไทยสูงถึงร้อยละ 80 ของรายได้ การเป็นหนี้เป็นการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งจะต้องมีการชดใช้คืน แล้วก็เป็นข้อจำกัดให้ไม่มีเงินสำหรับการใช้จ่ายดังที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังสร้างค่านิยมผิดๆ ที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อว่า เป็นหนี้ไม่เป็นไรเมื่อเป็นหนี้เยอะๆ แล้ว ในที่สุดรัฐบาลก็จะเข้ามาช่วยด้วยการพักชำระหนี้
เงินงบประมาณได้ถูกใช้ไปกับโครงการประชานิยมเหล่านี้วันแล้ววันเล่า แทนที่จะนำไปลงทุนพัฒนาประเทศ ทำให้ประชาชนเสพติดกับความสุขจอมปลอมชั่วคราว กับการซื้อสินค้าต่างๆ และการท่องเที่ยวที่เกินฐานะ และงบประมาณส่วนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้รับความนิยมให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความขยันหมั่นเพียรในการทำมาหากิน ไม่มีนโยบายใดที่จะกระตุ้นให้ประชาชนประหยัดและอดออมเพื่ออนาคต หรือการที่จะจะสามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ ค่านิยมการทำงานหนัก ขยัน ประหยัดและอดออม ดูจะหายไปจากสังคมไทยในหลายปีมานี้ ดังนั้น จึงไม่น่าจะแปลกใจว่า ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตน้อยกว่าประเทศเพื่อนอื่นๆ ในภูมิภาค
ความสูญเสียโอกาสที่สำคัญอีกประการ คือ ความแตกแยกของคนภายในประเทศ รุนแรงมากที่สุดจนเกิดเหตุความไม่สงบทางการเมือง ที่ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ในอดีตความแตกแยกทางความคิดของคนไทยก็มีมาโดยตลอด แต่จะไม่ลุกลามบานปลายจนกระทั่งต้องมีการใช้กำลังทหาร เข้ามาทำการปฏิวัติยึดอำนาจถึงสองครั้งในชั่วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี (ปี 2549 และปี 2557) และประเทศติดหล่มอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญ ที่คาดหวังจะทำให้เกิดการปฏิรูป และสร้างความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งการปรองดองจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเขียนกฎหมาย แต่จะเกิดขึ้นได้ต้องมีนิติรัฐ นิติธรรม ที่จะต้องมีบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ใช้อำนาจในการแก้ไขกฎหมาย ให้สามารถทำให้ผู้กระทำผิดที่มีการตัดสินคดีแล้วพ้นผิด และสามารถกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจต่างประเทศ ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่หลายประการ ตั้งแต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งความไม่สงบทางการเมืองในหลายภูมิภาค จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจจะไม่สูงตามที่คาดการณ์กันไว้ รวมทั้งยังมีแนวโน้มว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงทางการ (fed fund rate) ขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ที่อาจจะเป็นการประชุมในวันที่ 15-16 ธันวาคมนี้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปรับขึ้นเมื่อไร แต่ที่ตลาดการเงินกังวลคือ ขนาดของการปรับที่ถึงเวลาแล้วที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ให้เข้าสู่ระดับที่ควรจะเป็น คืออัตราที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก ที่คาดว่าจะอยู่ประมาณร้อยละ 2.0 ซึ่งหมายถึงว่า ในรอบนี้จะต้องมีการปรับขึ้นประมาณร้อยละ 1.75-2.0 จากระดับ 0-0.25 ในปัจจุบัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนทิศทางของอัตราดอกเบี้ยทางการของสหรัฐอเมริกา จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินและการเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศ ที่น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางของดอกเบี้ยทั่วโลก
ประเทศไทยเองจึงไม่ควรหลงระเริงอยู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในปัจจุบัน เพราะทุกงานเลี้ยงจะต้องมีวันเลิกรา แต่จะต้องมีแผนรองรับสถานการณ์การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันไม่ไกลนี้ด้วย โดยเฉพาะคนที่มีหนี้






