ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (3พ.ย.) อนุมัติแพคเกจกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน
พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ ให้เอกชนร่วมลงทุนตามกฎหมาย เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนหรือที่เรียกว่า PPP โดยลดระยะเวลาการดำเนินงานจาก 22 เดือน เหลือ 9 เดือน โดยมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่การพิจารณา มูลค่ารวมกว่า 3.47 แสนล้านบาท เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและปานกลาง
ที่ผ่านมา แม้กฎหมาย PPP จะผ่านการพิจารณามาระยะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีโครงการลงทุนใดเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายนี้ ขณะที่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะต่อไป ดังนั้น การเร่งรัดให้การลงทุนผ่านการปรับขั้นตอนการลงทุนให้เร็วขึ้น จึงถูกเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและปานกลางได้ โดยประเทศไทยระยะที่ผ่านมา การลงทุนภาคเอกชนหายไปนาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตด้อยลง เพราะไม่มีการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และกระทบกับการส่งออก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น จึงต้องออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนของเอกชนและเร่งรัดให้กระบวนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านPPPเกิดโดยเร็ว
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติปรับปรุงระยะเวลาและการดำเนินงานการร่วมลงทุน PPPตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยปรับให้ขั้นตอนการทำงานเร็วขึ้นหรือที่เรียกว่า“PPP fast track” เป็นการรวบรวมหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการดำเนินงานจากเดิมใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานจนถึงขั้นตอนในการจัดซื้อจัดจ้างและเริ่มประมูลโครงการประมาณ1ปีกับอีก10 เดือน (22 เดือน) เหลือ 9 เดือนเท่านั้น
จำนวนโครงการลงทุนที่เข้าสู่กระบวนการตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมีจำนวน 6 โครงการ วงเงินรวม 3.47 แสนล้านบาท ด้วยวงเงินลงทุนและการเร่งรัดกระบวนการลงทุนนี้ เชื่อว่า จะกระตุ้นให้ภาคเอกชนต่างเร่งตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี), โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง), โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ), โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา,โครงการมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี, โครงการโรงงานขยะ อบจ.นนทบุรี, โครงการโรงงานขยะเทศบาลนครราชสีมา และโครงการพัฒนาพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ศูนย์ธุรกิจพาณิชย์นาวี (Maritime Business Center)
หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักเกณฑ์ปรับปรุงการทำงานของขั้น PPP จะมีการนำหลักเกณฑ์นี้เข้าสู่การรับทราบ ของที่ประชุมคณะกรรมการร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อกำหนดโครงการที่มีความจำเป็นจะใช้หลักเกณฑ์การทำงานเร่งด่วนนี้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
การปรับลดขั้นตอนในการดำเนินงานและระยะเวลาในการดำเนินงาน PPP ลงให้สามารถดำเนินงานลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระหว่างภาครัฐและเอกชนให้เร็วขึ้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงปฏิรูปขั้นตอนการทำงานภาครัฐให้รวดเร็วมากขึ้น โดยหลังจากนี้กระทรวงการคลังจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทั้งหมดเพื่อรับทราบหลักเกณฑ์ของการปรับปรุงการทำงาน PPP
อย่างไรก็ตามแม้ว่า จะเร่งกระบวนการเตรียมการและการนำเสนอโครงการให้เร็วขึ้น แต่ส่วน PPP fast track จะไม่รวมกระบวนการตรวจสอบ และการคัดเลือกภาคเอกชนมาร่วมลงทุน ดังนั้น กระบวนการดังกล่าวจะต้องดำเนินอย่างรอบคอบ และ ยังต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ไม่ได้มีการปรับแก้กฎหมาย หรือ กฎระเบียบแต่อย่างใด และ ไม่ได้หมายความว่า ทุกโครงการจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์นี้ แต่จะมุ่งเน้นไปที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น






