วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

divergence diversity and convergence (44) สถาบัน รัฐ ตลาด

เคยมีนักวิชาการที่ทำการวิจัย และได้ข้อสังเกตประเด็นหนึ่ง การที่ประเทศซึ่งมีขีดความสามารถ

ในการทำนวัตกรรมมีผลงานมาก มักจะเป็นประเทศที่มีผู้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศในสัดส่วนของประชากรที่สูง ที่เด่นชัดมากคือ กรณีของประเทศอิสราเอล ที่แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ว่าประชากรอพยพนั้นมีจำนวนสูงมาก เคยมีการสังเกตว่า คนอพยพจากโซเวียตที่มาอยู่ในอิสราเอลนั้น มีจำนวนถึงหนึ่งล้านคน และมีความเชื่อกันว่า เมื่อเทียบกับคนท้องถิ่น คนอพยพซึ่งเหมือนเป็นคนแปลกหน้า เป็น outsider มีแนวโน้มที่จะเลือกอาชีพเป็นผู้ประกอบการ โดยมีเหตุผลหลายอย่าง เช่น การเป็นบันไดไปสู่ความมั่งคั่ง เพื่อการยอมรับในสังคม หรืออาจจะถูกกีดกันจากอาชีพอื่นๆ

ในประวัติศาสตร์ก็มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก ประเด็นสำคัญก็คือ ในกรณีของอิสราเอลนั้น แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ อิสราเอลได้รับการยอมรับว่า เป็นสังคมที่ผู้ประกอบการมีความสามารถสูงจำนวนมาก แน่นอนว่าอิสราเอลมีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกดีๆ อยู่หลายแห่ง แต่ที่สำคัญคือ อิสราเอลเป็นประเทศที่ผลิตเทคโนโลยีได้เยอะมาก ถ้าดูจากสิทธิบัตรต่อหัวนั้นเกือบสูงที่สุดในโลก โดยมีอันดับของประเทศที่มีขีดความสามารถในการผลิตเทคโนโลยี เคยถูกบันทึกไว้ในอันดับ 14 ใน 125 ประเทศในด้านขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม ในกลุ่มประชากรที่มีการศึกษาสูงในอิสราเอลนั้น สัดส่วนของนักเทคโนโลยีก็สูง

ถ้าการมีผู้ประกอบการจำนวนมากสัมพันธ์กับการมีผู้อพยพที่สูง ความแตกต่างของอเมริกาและยุโรป ก็เป็นประเด็นเหมือนที่สามารถนำเข้ามาพิจารณาในเรื่องผลที่มีต่อการพัฒนานวัตกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมอาจจะเริ่มต้นที่อังกฤษ และแผ่กระจายไปทั่วยุโรปอีกหลายสิบปีต่อมาก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เรื่อยมาจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีในหลายๆ ด้าน ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์ และกระบวนการ ที่สำคัญคือ อเมริกาเหมือนเป็นประเทศเบ้าหลอม รองรับผู้อพยพ โดยเฉพาะจากยุโรป และเมื่อมองลงไปในเชิงภูมิภาคหรือพื้นที่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ (หรือ innovation clusters) ในศตวรรษที่ 20

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การมองโมเดลต้นแบบของอเมริกาที่ Silicon Valley ที่เริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกประมาณ ทศวรรษ 1970 ก็มีผู้ให้ข้อสังเกตอีกเช่นเดียวกันว่า ความสำเร็จของ Silicon Valley ณ วันนี้ นอกเหนือจากการมีสิ่งแวดล้อมหลายอย่างที่ผสมกลมกลืน และเกื้อกูลต่อการทำให้เกิดการคิดค้นหรือการปฏิวัติสิ่งใหม่ๆ แต่ที่น่าสนใจก็คือผู้ประกอบการครึ่งหนึ่ง เป็น Immigrant หรือผู้อพยพ ทั้งจากเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นแขก คนจีน ซึ่งมีจำนวนค่อนข้างมาก นอกเหนือจากชาวยุโรป และลาตินอเมริกา เป็นต้น

ปัจจัยพื้นฐานหรือองค์ประกอบหลักๆ ที่ทำให้ Innovation Cluster แบบ Silicon Valley ประสบความสำเร็จนั้น อาจจะเลียนแบบได้ทั่วโลก แต่ดูเหมือนไม่มีที่ไหนที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเหมือนกับ Silicon Valley ทุกประเทศสามารถสร้างหรือมีสถาบันการศึกษาสถาบันวิจัยระดับสูง มีแหล่งเงินทุน มีการรวมตัวของอุตสาหกรรมหลากหลายชนิด มีระบบผลตอบแทนที่ให้กับผู้ประกอบการ แต่ประเทศที่มีปัจจัยเหล่านี้ไม่สามารถสร้างผู้ประกอบการ และผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะดิจิทัลเทคโนโลยีในรอบ 30-40 ปีที่ผ่านมา เหมือนที่ Silicon Valley ประสบความสำเร็จ

ในทัศนะของผู้เขียน ปัญหาของประเทศที่ยังมีปัญหาในด้านการมีนวัตกรรมขั้นสูง ที่จะขับเคลื่อน productivity ของประเทศ ไม่ได้อยู่ที่การขาดเทคโนโลยี ซึ่งแม้จะเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรม แต่ขาดนวัตกรรมของผู้ประกอบการต่างหาก ที่จะเป็นตัวที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในประเด็นนี้ ประวัติศาสตร์ของ Silicon Valley เป็นตัวอย่างที่ดี ที่นี่ไม่ได้เป็นที่ที่ประดิษฐกรรม (Invention) สำคัญเกิดขึ้นในทุกเรื่อง และก็ไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัยรอบๆ Silicon Valle แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นแหล่งรวมตัวของคนที่มีความสามารถ และพรสวรรค์

ตัวอย่างเช่น ระบบปฏิบัติการ UNIX  รวมทั้งภาษาซอฟต์แวร์ได้รับการพัฒนาที่ห้องแล็ปของ Bell ที่ Murray Hill New Jersey โดยที่ IBM Lab จะประดิษฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และคู่มือคอมพิวเตอร์ ที่ New York ส่วนการผลิตองค์ประกอบเซมิคอนดัคเตอร์ และไอซีนั้น ทำที่ Bell Lab และ RCA Lab หรือกรณีอินเทอร์เน็ต ผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดการพัฒนานั้นมีหลายคน (เช่น Paul Baranที่ Palo Alto, Len Kleinrock UCLA , Vint Cerf จากมหาวิทยาลัย Stanford และ Donald Davis จากอังกฤษ) โครงการที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรของรัฐบาล คือ DARPA ในปี ค.ศ.1967-1969 ซึ่งคนที่มีบทบาทในการสร้างระบบ hardware platform คือ Larry Roberts

เพราะฉะนั้น บทบาทที่เด่นของ Silicon Valley อยู่ที่ตรงไหน นอกเหนือจากการมีปัจจัยอื่นๆ เช่น แหล่งเงินทุนที่เป็น Venture Capital และเป็นแหล่งที่มีขีดความสามารถในการทำวิจัยที่ลุ่มลึก ในประเด็นนี้มีผู้เคยสัมภาษณ์ CEO ของ Stanford Research Institute International (SRI)  ดอกเตอร์ Carlson เขาคิดว่า “หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า บริเวณพื้นที่ที่เป็นอ่าวซานฟรานซิสโกนั้น มีลักษณะพิเศษคือเป็นที่มีการกระจุกตัวสูงมากของนักเทคโนโลยี จนสามารถทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือพาณิชย์” อย่าลืมว่าผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำโลกขณะนี้ หลายคนเรียนหรือจบปริญญาเอกมาจาก Stanford ก็เยอะ และแน่นอนว่า ความสำเร็จและสิ่งแวดล้อมของที่นี่ทำให้ Silicon Valley สามารถดึงดูดคนจากทั่วโลกมาอยู่ที่นี่ หรือจาก Clusters อื่นๆ ในอเมริกาที่เคยเด่นมาก่อนในช่วงทศวรรษ 50-60 เช่น Boston

ในทศวรรษ 70 มหาวิทยาลัย Cambridge ในอังกฤษพยายามจะใช้ Silicon Valley เป็นต้นแบบ โดยให้เป็นที่ปรึกษา ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง Microsoft สร้างห้องแล็ปที่นี่ รวมทั้งการสร้างงานที่ตามมาอีกประมาณ 2.5 แสนคน ในรอบสี่สิบปี สามารถทำให้เกิด Start up จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่าง Silicon Valley กับ Cambridge ก็คือการที่ Silicon Valley สามารถดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมาก ทำให้การเจริญเติบโตไม่ถูกจำกัด โดยจำนวนของผู้ประกอบการ และผู้บริหาร ซึ่งที่ Cambridge ต้องเผชิญกับปัญหา ทำให้ต้องเน้นไปที่ Niche market