วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฎหมายฟอกเงิน ใกล้ตัวกว่าที่คิด (2)

ตอนที่แล้วเราได้ศึกษาถึงสาระสำคัญของกฎหมายฟอกเงินฉบับ 5 ไปแล้ว ในตอนนี้เราจะศึกษาถึงการประเมิน

การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงิน แก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism)หรือการประเมินด้าน AML/CFT ที่ถูกกำหนดโดยคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินการมาตรการทางการเงิน หรือ FATF ซึ่งจะเกิดขึ้นในปีหน้ากัน

การประเมิน  AML/CFT คือ การประเมินความพร้อมของแต่ละประเทศ ในการรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดจากการฟอกเงิน และสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยการประเมินจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1.การประเมินการปฏิบัติตามเชิงเทคนิค ซึ่งเป็นการประเมินด้านกรอบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย อำนาจ กระบวนการทำงานของหน่วยงาน ที่มีอำนาจหน้าที่ทั้งหมดว่า กฎหมายและหน่วยงานที่จำเป็นต่อการดำเนินการด้าน AML/CFTของไทยเพียงพอหรือสอดคล้องกับข้อแนะนำของ FATF ที่ถือเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำ ที่ทุกประเทศควรมีหรือไม่ อย่างไร

2.การประเมินด้านประสิทธิผล เป็นการประเมินผลการดำเนินงาน AML/CFT ของไทยบรรลุผลหรือไม่ และต้องปรับปรุงอย่างไร เช่น มีการปฏิบัติ ป้องกันหรือปราบปรามด้าน AML/CFT จริงหรือไม่ มีการกำกับดูแลติดตามผลว่า กฎหมายได้ถูกนำไปปฏิบัติและใช้บังคับได้จริงหรือไม่ สามารถป้องกันปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เป็นต้น และยังเป็นการประเมินความสามารถในการป้องกัน หรือจัดการกับความเสี่ยงด้าน AML/CFT ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ โดยพิจารณาจากผลลัพธ์ระยะสั้น (Immediate Outcome) 11 ข้อ ที่ FATF ได้กำหนดไว้

กระบวนการประเมินนั้น ประเทศผู้ถูกประเมินจะต้องทำการประเมินตนเองทั้งด้านการปฏิบัติตามเชิงเทคนิค และด้านประสิทธิผล และส่งรายงานดังกล่าวให้แก่คณะผู้ประเมินภายในระยะเวลาที่กำหนด ต่อมาคณะผู้ประเมินจะเข้ามาทำการประเมิน หรือที่เรียกว่า On site visit และจะนำผลการประเมินเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของ FATF หรือ FATF-Style Regional Body (FSRB) ก่อนจะทำการรับรองรายงานการประเมินให้กับประเทศที่ถูกประเมินต่อไป โดยจากตารางการประเมินที่ FATF กำหนดไว้นั้น หน่วยงานที่จะทำการประเมินประเทศไทยในครั้งนี้คือ กลุ่มความร่วมมือต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิก (Asia/Pacific Group on Money Laundering)หรือ APG ซึ่งมีกำหนดจะเข้ามาประเมินแบบ On site visit ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีหน้า และมีแผนที่จะนำผลการประเมินเข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมใหญ่ของ APG ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2560

ในการประชุมใหญ่ของ FATF นอกจากจะพิจารณาผลการประเมินแล้ว ยังจะทำประกาศรายชื่อประเทศที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงด้าน AML/CFT อีกด้วย โดยมีการแบ่งลำดับบัญชีกลุ่มประเทศความเสี่ยงเป็น 2 บัญชี ดังนี้

1.กลุ่มประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และจะถูกมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่น เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ จากการประกาศของ FATF เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2558 ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้มี 2 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน และเกาหลีเหนือ

2.กลุ่มประเทศที่มีข้อบกพร่องในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล กล่าวคือ เป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินด้วย หรือเป็นประเทศที่ได้รับการเตือนจาก FATF ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการปรับปรุงมาตรการของตน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล หรือเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นพิเศษ ซึ่งขึ้นอยู่กับการดำเนินการภายในของแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ ในการประกาศของ FATF เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2558 ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ มีเพียงพม่าเท่านั้น ซึ่งหากพม่าสามารถแก้ไขปรับปรุงมาตรการภายในประเทศ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้ ก็จะถูกถอดชื่อออกจากบัญชีนี้ เช่นเดียวกับกรณีที่ประเทศไทยเคยถูกขึ้นชื่อในกลุ่มนี้ ในฐานะประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ในปี 2555 เนื่องจากมีความบกพร่องทางยุทธศาสตร์ และไม่มีความคืบหน้าในการออกกฎหมาย และกำหนดหลักเกณฑ์ด้าน AML/CFT แต่ต่อมาได้ดำเนินการการออกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 จนทำให้ FATF เห็นว่าประเทศไทยมีความคืบหน้าในการปรับปรุงแก้ไขมาตรการภายในเป็นอย่างมาก และถอดชื่อประเทศไทยออกจากบัญชีดังกล่าวในปีเดียวกัน

ในกรณีที่ประเทศไทยไม่ผ่านการประเมินในปีหน้า อาจส่งผลให้ประเทศไทยถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และสนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งนอกจากจะเกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการเงินของประเทศแล้ว ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย รวมถึงต้องรับมือกับมาตรการกดดันจากบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ในการตรวจสอบธุรกรรมระหว่างประเทศที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เกิดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจกับต่างประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น กรณีผู้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ชำระเงินค่าสินค้าผ่านธนาคารในต่างประเทศให้แก่ผู้ขายสินค้าในประเทศไทย จะต้องถูกตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นว่า เป็นการชำระค่าสินค้าจริงหรือไม่ ซึ่งหากพิสูจน์ไม่ได้ ก็มีความเสี่ยงที่ธนาคารในต่างประเทศ จะปฏิเสธไม่ทำธุรกรรมดังกล่าวให้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม ที่มีสถานะทางการเงินไม่แข็งแรงพอ เพราะเกิดต้นทุนในการผลิตสินค้า แต่ไม่สามารถขายสินค้าได้ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัท จนอาจนำไปสู่ปัญหาการเลิกจ้างงานได้ เป็นต้น

การประเมินครั้งที่ 3 ในปีหน้านี้ นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการประเมินว่า การบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว มีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่เฉพาะเพียงแต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.เท่านั้น ซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประเมินจะผ่านไปได้ด้วยดี แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ

 

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่

---------------------

อมราพร สัจจารักษ์ตระกูล

บริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด