“ศูนย์กลางการค้า” คืออีกหนึ่งโอกาสและความท้าทายของไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัว
โดยอีไอซีมองว่า ไทยควรอาศัยความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ จากการตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และกำลังพัฒนาอย่าง CLMV(กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค ซึ่งนอกจากการปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานด้านการค้าการลงทุนต่างๆ แล้ว ไทยยังต้องให้ความสำคัญกับการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงผลิตหรือจัดหาสินค้า เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจที่ควรตื่นตัวในการบุกตลาดต่างประเทศ และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สามารถแข่งขันในเวทีสากลได้อย่างยั่งยืน
ไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าได้ โดยเริ่มจากสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในตลาดโลก แม้ว่าไทยกำลังพัฒนาปัจจัยพื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบคมนาคม และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการค้าการลงทุน แต่หนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่ไทยควรเร่งดำเนินการคือ การพัฒนาและผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (high-value added products) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ โดยอีไอซีมองว่า ไทยมีศักยภาพในสินค้าประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าเกษตร เนื่องจากไทยสามารถเพาะปลูกพืชเกษตรได้หลากหลายชนิด และยังอยู่ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารหรือสินค้าต่างๆ ได้ค่อนข้างสะดวก เช่น การนำน้ำตาลหรือมันสำปะหลังมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิต bio-plastic แล้วส่งออกไปยังประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างสหรัฐฯ และกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออาจนำพืชเกษตรมาผลิตเป็นอาหารสำเร็จรูปออร์แกนิคเพื่อส่งออกไปยังตลาดจีนหรือตะวันออกกลาง ที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ โดยการสร้างเครือข่ายการค้าในตลาดต่างประเทศ แม้ว่าภาครัฐจะพยายามผลักดันให้ปัจจัยแวดล้อมด้านการค้าการลงทุนต่างๆ เกิดขึ้น แต่หากภาคเอกชนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแนวทางดังกล่าวได้ ก็จะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการค้าเป็นอย่างมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรมีความตื่นตัวในการศึกษาตลาดเป้าหมายว่า มีความต้องการสินค้าประเภทใด เพื่อที่จะได้พัฒนาและผลิตสินค้าให้สอดคล้องกัน และแม้ว่าจะผลิตสินค้าด้วยตนเองไม่ได้ ก็สามารถจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เหมือนกัน เช่น กรณีของบริษัทการค้า Cargill ที่นอกจากจะสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เองจากพื้นที่เพาะปลูกในอินโดนีเซียแล้ว ยังเป็นผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าหลากหลายประเภทจากทั่วโลก เช่น แป้ง โกโก้ อาหารแปรรูป และสารปรุงแต่งอาหาร เพื่อส่งต่อไปให้ลูกค้าในแถบเอเชียแปซิฟิกอีกทอดหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจและสร้างรายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจหลักที่ทำอยู่ได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งยังควรมีกลยุทธ์ที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ และตลาดเป้าหมาย เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขัน อีไอซีมองว่าบริษัทการค้าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น หากมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ และพัฒนาการค้ากับตลาดเป้าหมาย เช่น Cargill ที่มีพันธมิตรในการสรรหาโกโก้จากกว่า 35 แห่งใน 5 ทวีปทั่วโลก มาผลิตเป็นช็อกโกแลต ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศได้
นอกจากนี้ Cargill ยังมีความร่วมมือด้าน R&D กับลูกค้า เช่น United Biscuits เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการนำช็อกโกแลตไปใช้ในกระบวนการผลิตขนม ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น การมีพันธมิตรที่ดี นอกจากจะช่วยให้ธุรกิจขยายตัวไปในตลาดใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการเป็นศูนย์กลางการค้าย่อมทำให้ไทยมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมรับมือกับความผันผวนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งจากด้านอุปสงค์และอุปทาน แน่นอนว่าการตั้งเป้าไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้า ย่อมทำให้ไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ที่ต้องอิงกับภาวะตลาดโลกมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรมีมาตรการกระจายความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยนำเข้าวัตถุดิบจากหลากหลายแหล่ง รวมไปถึงลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์ ด้วยการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น และเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยลดความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของแหล่งผลิตและตลาดส่งออกได้เป็นอย่างดี
โดยสรุปแล้ว หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการค้า อีไอซีมองว่าจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะขาดไม่ได้ คือ
1) มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน
2) วิสัยทัศน์ของภาคธุรกิจ ที่พร้อมจะพัฒนาและสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ
3) การวางแนวทางรับมือกับความผันผวนของตลาดนอกประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ซึ่งหากไทยมีจิ๊กซอว์ 3 ชิ้นนี้ไว้ในมือ ก็จะทำให้สามารถต่อเติมภาพของศูนย์กลางการค้าให้สมบูรณ์ได้ไม่ยาก
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์เชิงลึก EIC Insight หัวข้อ “เดินเกมการค้าอย่างไร…เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยน?” สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่ www.scbeic.com
SCB Economic Intelligence Center (EIC)






