รัฐบาลเตรียมขยาย การพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ตามแนวนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ที่แบ่งภูมิภาคต่างๆ ตามจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละพื้นที่ โดยการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ด้วยกันหรือที่เรียกว่าคลัสเตอร์ ซึ่งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รัฐบาลกำหนดให้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และหวังว่ากลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป เหมือนกับการพัฒนาอิสเทรินซีบอร์ดประสบความสำเร็จมาแล้ว ในระยะต้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของไทย
ความสำคัญของอุตสาหกรรมในมาบตาพุดต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ไม่เป็นประเด็นข้อสงสัย เพราะที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมนั้นเกิดขึ้นมาจากการขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรมในนิคมมาบตาพุดเป็นส่วนสำคัญ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ในพื้นที่มาบตาพุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริเวณใกล้เคียงทั้งหมดในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียงอย่างชลบุรี ก็ปรากฏว่ามีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมกันอย่างหนาแน่น และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาล
แต่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ถือว่าเป็นพื้นที่ความขัดแย้งพอสมควร โดยเฉพาะผลกระทบจากมลพิษภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหากจำกันได้ในช่วง4-5 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดประเด็นเรื่องผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงต่อชุมชนโดยรอบ จนกระทั่งเกิดความเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนรัฐบาลสมัยนั้นคือรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มีนโยบายแก้ปัญหาเรื่องนี้และต้องการลดความหนาแน่นของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะนั้นสรุปกันว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่อาจรองรับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นได้
วิธีการดูแลความแออัดของภาคอุตสาหกรรม ที่รัฐบาลนำมาใช้คือผังเมืองรวมของมาบตาพุด ซึ่งผังเมืองฉบับปัจจุบันได้หมดอายุไปแล้ว แต่ยังมีผลบังคับใช้เนื่องจากมีการต่ออายุการบังคับใช้ในระหว่างการจัดทำผังเมืองใหม่ โดยล่าสุดเตรียมจะประกาศใช้หลังจากผ่านกระบวนการจัดทำตามขั้นตอนตามกฎมายมาแล้ว ซึ่งจะมีผลให้พื้นที่อุตสาหกรรมลดลงเกือบครึ่ง เนื่องจากนำประเด็นปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมาเป็นหลักการสำคัญ และผังเมืองใหมได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นต่างๆมาแล้วจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในพื้นที่
แต่ผังเมืองฉบับใหม่ในขณะนี้ กลับถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญกับการพัฒนาประเทศ เนื่องจากไม่สามารถขยายพื้นที่อุตสาหกรรมได้ ดังนั้นจะมีการเสนอให้ปรับแก้ไขผังเมืองฉบับใหม่ ให้มีพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีกราวหมื่นไร่ กล่าวคือ จากเดิมจะลดพื้นที่อุตสาหกรรมเหลือเพียงครึ่งเดียวของพื้นที่ทั้งหมด ได้ปรับเพิ่มเขตอุตสาหกรรมเพิ่มเป็น 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่นิคมฯ ซึ่งการเพิ่มพื้นที่ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ารัฐบาบให้น้ำหนักกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นสำคัญในยุคที่เกิดการแข่งขันดึงดูดการลงทุนและเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าด้านอื่น
แน่นอนว่ารัฐบาลอาจให้เหตุผลว่า มีการตั้งคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมาดูแล ซึ่งจะดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ก็เป็นประเด็นเดิมที่เคยพูดกันมานาน เพราะในที่สุดแล้วหน่วยงานรัฐเองก็ไม่สามารถดูแลอะไรได้ ดังนั้นการผลักดันขยายพื้นที่ในครั้งนี้ แม้จะทำได้ง่ายในช่วงรัฐบาลนี้ แต่ก็จำเป็นต้องคิดอย่างรอบคอบที่สุด เพราะก่อนหน้านี้เคยสรุปตรงกันแล้วว่าจำเป็นต้องดูแลสภาพแวดล้อมเพื่อให้คนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปลอดภัย ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดภาวะที่คนรุ่นหลังก่นด่าตามหลังและหาคนรับผิดชอบอะไรไม่ได้ นอกจากต้องก้อมหน้ารับปัญหาที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาอุตสาหกรรม









