วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สหรัฐฯ ปรับอัตราดอกเบี้ย ส่งผลอย่างไรต่อทิศทางศก.ของเอเเชีย

ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่านักลงทุนทั่วโลกต่างมีการจับจ้อง และจับตามองทิศทางนโยบาย

เศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ว่า สหรัฐอาจมีการประกาศนโยบายปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง หรือ U.S. Federal reserve โดยจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่อย่างไร เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น เริ่มมีท่าทีฟื้นตัวดีขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ ยอมลดอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 0% เพื่อต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้เกิดการกู้ยืมเงินมาลงทุนมากขึ้น หลังสหรัฐเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008

สำหรับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนั้น ในทางทฤษฎีจะทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่กู้ยืมเงิน ในการที่จะต้องจ่ายเงินคืนเจ้าหนี้มากขึ้น ส่วนผู้ที่คิดอยากจะลงทุนจะเห็นภาพทันทีว่า เมื่อตัดสินใจกู้เงินแล้วจะมีต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น การจับตามองทิศทางนโยบายการปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจึงมีความสำคัญไม่น้อย เพราะอีกมุมหนึ่งอาจมองว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ อาจเป็นวิธีการควบคุมภาวะเงินเฟ้อได้อีกด้วย ตามที่ธนาคารกลางของสหรัฐได้ส่งสัญญาณให้เห็นมาตลอดว่า จะมีการปรับดอกเบี้ย ซึ่งก็คือ สถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น ส่วนผลกระทบสำหรับคนทั่วไปที่อาจเกิดขึ้น หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คือ ลูกหนี้อาจจ่ายเงินคืนเจ้าหนี้มากขึ้น เพื่อลดภาระจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และนี่จะเป็นสาเหตุให้คนเหลือเงินในกระเป๋าน้อย หรือมีกำลังซื้อน้อยลงนั่นเอง ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นต่อมาคือ อัตราดอกเบี้ยที่จะปรับขึ้นตามนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ จะมีผลต่อเศรษฐกิจเอเชียหรือไม่นั้น นักเศรษฐศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกต ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถึงผลกระทบดังกล่าวต่อเศรษฐกิจของเอเชีย หากธนาคารกลางสหรัฐประกาศนโยบายออกมา กลุ่มผู้ที่เห็นด้วยแสดงความเห็นว่า“หากธนาคารกลางสหรัฐ ประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ย จะสร้างความยากลำบากให้แก่เศรษฐกิจในเอเชีย”สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ สหรัฐเองได้มีการปล่อยกู้ยืมเงินแก่ประเทศในเอเชียชนิดที่เรียกว่า ปล่อยกู้กันอย่างง่ายดาย

ดังนั้น เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย นั่นหมายความว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งตัวขึ้น ประเทศในเอเชียก็จะต้องจ่ายเงินคืนเพิ่มขึ้น จากค่าเงินที่มีแข็งตัวนี้ อย่างประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีแนวโน้มเสี่ยง ได้รับผลกระทบต่อการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมากที่สุด  เนื่องจากค่าเงินริงกิตนั้น จะอ่อนค่าลงมาก และนักลงทุนต่างชาติต่างจะพากันลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซียกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ($10BN) เมื่อมีการเปิดให้กู้ยืมเงิน และต่อมาจะเกิดการเทขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศออกไปถึง 900 ล้านดอลลาร์ เมื่อมีกระแสว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดการตื่นตระหนกของตลาดในประเทศกำลังพัฒนาอย่างแน่นอน เกิดความปั่นป่วนของตลาดหุ้น ทำให้ธนาคารกลางของประเทศในเอเชียนั้น อาจถูกบีบให้มีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ หรือมีการนำเงินทุนสำรองของค่าเงินต่างชาติออกมาใช้ เพื่อประคับประคองค่าเงินภายในก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม อีกมุมมองด้านหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์บางคนมองว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐนั้น มีสัญญาณให้เห็นบ้างแล้วในช่วงสองสามเดือน ซึ่งตลาดน่าจะมีการรับรู้ไปบ้างแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือไม่ได้เกิดการพังทลายของเศรษฐกิจ “House falling down” แต่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจของจีนมากกว่า เพราะที่จริงแล้วการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐนั้น ส่งผลดีต่อเอเชียด้วยซ้ำ เพราะบ่งบอกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังค่อยๆ ฟื้นตัว นับเป็นข่าวดี เนื่องจากบางประเทศอย่างไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้รับผลดีต่อการฟื้นตัวนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจของเอเชีย ช่วงนี้นับว่าดีขึ้นมากกว่าหลายปีก่อน ดังนั้น ต่อให้ธนาคารกลางสหรัฐ จะประกาศนโยบายในปรับอัตราดอกเบี้ยหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจเอเชียเท่าไรนัก  

สุดท้ายก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะประการทิศทางนโยบายการปรับขึ้นดอกเบี้ยนี้จริงๆ เมื่อใด และเมื่อถึงเวลานั้นไม่ว่าผลกระทบจะออกมาในลักษณะใด ก็ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

----------------

ดร.ดนุวัศ สาคริก

หัวหน้าสาขาวิชาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ (นานาชาติ) มหาวิทยาลัยรังสิต