ผมมานั่งเขียนคอลัมน์ที่ญี่ปุ่น ขณะที่ทะเลจีนใต้กำลังร้อนระอุ
เพราะสหรัฐส่งเรือพิฆาตไปท้าทายจีน... และจีนประท้วงด้วยเสียงอันดัง... ทำเอาทั้งโลกเครียดขึ้นมาฉับพลัน
นักวิเคราะห์ที่นี่กลัวว่าพออินทรีกระตุกหนวดมังกร ก็จะทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มพูนขึ้นอย่างหลีกหนีไม่ได้
อาจเป็นข้ออ้างให้จีนต้องยกระดับกิจกรรมทางทหารในทะเลจีนใต้เพิ่มขึ้นอีก
แม้ว่าตอนที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ไปเจอ บารัก โอบามาที่วอชิงตัน เมื่อเดือนก่อนมีคำมั่นสัญญาว่าปักกิ่งจะไม่ “ก่อเหตุทางทหาร” หรือ “militarize” ทะเลจีนใต้
แต่เมื่อมะกันท้าทายกันซึ่งหน้าอย่างนี้ มีหรือที่จีนจะยอมถอยให้เสียหน้าของพี่ใหญ่ในน่านน้ำย่านนี้
ไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อสหรัฐตัดสินใจส่งเรือรบมาประจันหน้ากับจีน ก็เท่ากับเป็นการประกาศว่าการเผชิญหน้ากับจีน ในทะเลแถบนี้ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
ยิ่งเมื่อนายกฯชินโซะ อาเบะของญี่ปุ่นบอกนักข่าวว่า ที่อเมริกาทำอย่างนี้สอดคล้องต้องกัน กับกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เท่ากับกระโดดมาอยู่ข้างวอชิงตันอย่างไม่มีเงื่อนไข
หรืออีกนัยหนึ่งก็ตีความได้ว่าการเลือกข้าง ได้ปรากฏขึ้นชัดเจนอย่างไม่ต้องมีคำชี้แจงแต่อย่างไรแล้ว
ผู้นำญี่ปุ่นสำทับต่อด้วยว่า “ประชาคมโลกมีความเป็นห่วงใยเช่นเดียวกับเรา ว่าจีนได้กระทำการที่ปรับเปลี่ยนสถานภาพเดิม และเพิ่มระดับความตึงเครียด (ในทะเลจีนใต้) และเพื่อปกป้องทะเลให้มีสันติภาพ เสรีและเปิดกว้าง เราก็จะร่วมมือกับประชาคมโลกรวมถึงสหรัฐในเรื่องนี้...”
เบื้องหลังการตัดสินใจ “กระตุกหนวดมังกร” ของวอชิงตันครั้งนี้คือการถกกันอย่างเคร่งเครียดมาหลายเดือน ของวงในระหว่างกระทรวงกลาโหม ที่ต้องการจะแผลงฤทธิ์ด้วยการส่งเรือรบ “ลาดตระเวนท้าทายจีน” ในทะเลจีนใต้ขณะที่ทำเนียบขาวและกระทรวงต่างประเทศ ไม่ต้องการให้ปฏิบัติการนี้ถูกตีความว่าเป็นการตอบโต้ กรณีที่วอชิงตันตั้งข้อสงสัยว่าจีนมีส่วนเกี่ยวกับการเจาะข้อมูลออนไลน์ เกี่ยวกับประวัติของเจ้าหน้าที่ 21 ล้านคนเมื่อเร็ว ๆ นี้
โอบามาต้องการให้การลาดตระเวนของเรือรบอเมริกา ในน่านน้ำที่จีนอ้างเป็นของตน แต่สหรัฐไม่ยอมรับเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ออกมาในลักษณะท้าทายจนกลายเป็นเรื่อง “ตาต่อตา...ฟันต่อฟัน”
แต่จีนฟันธงแล้วว่านี่มิใช่เป็นเรื่อง “ลาดตระเวนเพื่อยืนยันเสรีภาพในการเดินเรือ” ของมะกันธรรมดา
หากแต่เป็นการมาเหยียบจมูกมังกรกันซึ่ง ๆ หน้า
ภาษานักเลงปากซอยก็ต้องลงเอยด้วยประโยคที่ว่า “อย่างนี้ชกกันดีกว่า”
ข่าวกรองสหรัฐบอกว่าตั้งแต่เดือนธ.ค.ปี 2013 จีนได้รุกคืบยึดดินแดนด้วยการขุดดินจากท้องทะเลมาถมสร้างเป็นเกาะเทียมแล้วกว่า 2,900 เอเคอร์ หรือประมาณ 12,000 ตารางเมตร
หรือเทียบได้เป็น 17 เท่าของจำนวนพื้นที่ที่ชาติอื่น ที่อ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะกลุ่มเดียวกัน ทั้งหลายรวมกันถมที่เป็นของตนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาทีเดียว
ข่าวล่าสุดบอกว่าหลังจากปะฉะดะด้วยแถลงการณ์อัดกันทั้งสองฝ่ายแล้ว ผู้บัญชาการฝ่ายปฏิบัติการทหารเรือของสหรัฐ พลเรือเอกยอห์น ริชาร์ดสันและคู่กรณีฝ่ายจีนพลเรือเอกหวู่ เซิงลี้ จะประชุมกันผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เพื่อ “เคลียร์ใจ” กัน
ผมจำได้ว่านายทหารเรือทั้งสองได้เคยเสวนาทางจอออนไลน์กันอย่างนี้มาสองครั้งก่อนหน้านี้
แต่คราวนี้บทสนทนาคงจะเครียดและมีน้ำเสียงเป็นทางการมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาแน่นอน
แม้บรรยากาศจะร้อนรุ่มกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ผมก็ยังเชื่อว่าลึก ๆ แล้วโอบามากับสีจิ้นผิง ก็ไม่ต้องการให้เกิดสงครามใหญ่ระหว่างสองประเทศแน่
แต่เรื่องของศักดิ์ศรี บารมีและหน้าตาย่อมไม่มีใครยอมใคร จึงต้องพิสูจน์อีกครั้งว่ายักษ์ใหญ่ทั้งสองจะใช้การทูต และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ต่างต้องพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มาระงับความเดือดดาลทางด้านทหารได้แค่ไหน
สงครามใหญ่ยังไม่เกิด แต่อย่าประมาท.. ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินทรีกับมังกร ต้องการจะประลองกำลังเพื่อหยั่งเชิงกันและกัน... สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวประชาตัวเล็ก ๆ อย่างไทยเราไม่น้อย






