ข่าวเกี่ยวกับเวียดนาม ซึ่งอาจทำให้คนไทยต้องกังวลนั้น เราได้ยินเป็นระยะๆ
เช่น นักอุตสาหกรรมบางคนกล่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศรายใหญ่หลายราย ได้ย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศไทยไปเวียดนามแล้ว หรือข่าวเกี่ยวกับ TPP ซึ่งไทยไม่ใช่สมาชิก แต่เวียดนามเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้ง เป็นต้น
ก็คงเป็นความกังวลในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ผลประโยชน์ทางการค้า และความห่วงใยว่าไทยจะรักษาความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศไว้ได้หรือไม่ จะพัฒนาศักยภาพของไทย ให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังเร่งพัฒนาไล่ตามเรามาอย่างรวดเร็ว
เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าห่วงใย แต่เราก็ทำอะไรลำบากเหมือนกัน ก็คือจำนวนและโครงสร้างประชากรของเราเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม ผู้บริหารของบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเวียดนามบอกผมว่า เขามีความเชื่อมั่นในศักยภาพความเติบโตของบริษัท เพราะเวียดนามมีประชากรมากถึง 90 ล้านคน เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ที่สำคัญก็คือในจำนวนนั้น 45 ล้านคน อยู่ในวัยทำงาน เป็นประชากรที่มีกำลังวังชาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูง
ในขณะที่ประเทศไทยเรากลับตรงกันข้าม เพราะเรากำลังเข้าสู่วงจรของผู้สูงอายุจำนวนมาก พละกำลังถดถอยลง คนที่อยู่ในวัยแรงงานก็มีจำนวนและสัดส่วนที่น้อย และจะต้องแบกภาระในการดูแลผู้สูงอายุจำนวนมาก ต่อไปอีกอย่างน้อยก็ 2 ทศวรรษ
ความจริงหลายประเทศก็มีสัดส่วนของประชากรสูงอายุ ที่เป็นปัญหาลักษณะเดียวกับเรา เช่นญี่ปุ่น จีน และประเทศในยุโรป เป็นต้น สำหรับเวียดนามที่มีประชากรหนุ่มสาวจำนวนมากนั้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะผลจากสงคราม ที่ได้คร่าชีวิตผู้คนในยุคเบบี้บูมไปเป็นจำนวนมากเมื่อ 30-40 ปีก่อน ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ในวันนี้ คืออดีตเยาวชนที่รอดชีวิตจากสงคราม กับคนที่เกิดหลังสงคราม
สัปดาห์ก่อน ผมได้พบเด็กหนุ่มเวียดนามสองคน ในวัย 30 ต้นๆ ทั้งสองคนเกิดในอเมริกา มีพ่อแม่เป็นชาวเวียดนามที่ลี้ภัยไปในช่วงท้ายของสงคราม ทั้งสองคนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทระดับโลกมาแล้วเกือบสิบปี วันนี้ ทั้งสองคนทำงานกับบริษัทในเวียดนาม
สรุปได้ว่าเป็นคนเก่งยุคใหม่แหละครับ คนหนึ่งบอกผมว่าคุณแม่ของเขามีภาพความโหดร้ายของสงครามและภาพการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวที่เธอฝังใจมาก จนไม่ประสงค์จะกลับเวียดนามอีกเลย แต่เมื่อถามว่าแล้วตัวเขาเองคิดอย่างไรจึงกลับมาทำงานที่นี่ คำตอบของเขาก็คือ ศักยภาพในการเติบโตของเวียดนามวันนี้ มีมากกว่าอเมริกาและยุโรปอย่างแน่นอน และการเข้ามาในเวลานี้ ก็หมายถึงมีโอกาสที่ดี มีรออยู่มากมาย
เขาบอกผมอีกว่า ขณะนี้รัฐบาลเวียดนาม กำลังเร่งออกมาตรการที่จะดึงดูดคนหนุ่มสาวชาวเวียดนาม ที่ไปเกิดหรือเติบโตในต่างประเทศ ความรู้ดี ภาษาดี ให้กลับมาช่วยกันสร้างความเติบโตให้ชาติ เราลองคิดดูก็แล้วกันว่า ถ้าเวียดนามได้คนแบบนี้กลับมาเป็นพัน เป็นหมื่นคน ประเทศเขาจะก้าวไปได้เร็วมากกว่านี้ อีกขนาดไหน และจะไล่ทันประเทศไทยได้ ในเวลารวดเร็วเพียงใด
ข่าวจากเวียดนาม ที่ออกมาสู่โลกภายนอก มักเป็นเรื่องศักยภาพทางเศรษฐกิจ ชาวโลกไม่ค่อยจะได้ยินข่าวเรื่องความวุ่นวายทางการเมืองอะไรมากมายนัก แต่ข่าวของเรา ที่ออกไปสู่โลกภายนอก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีแต่เรื่องความวุ่นวายทางการเมือง ตรงนี้ ถ้าเปรียบเป็นสนามกอล์ฟ นักกอล์ฟไปเล่นสนามที่นั่นมีสมาธิในการเล่นดีมาก แต่สนามของเรามีเสียงรบกวนแทรกอยู่ตลอดเวลา
ผมเคยเล่นกอล์ฟ ตั้งแต่อายุ 20 ปีกว่า แม้วงสวิงจะดูดีและระยะตีก็ไกลใช้ได้ แต่ความแม่นยำทั้งระยะยาวระยะสั้น ไม่มีเลย แถมเล่นไม่จริงจัง ไม่พัฒนา และด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ ทำให้เล่นๆเลิกๆ บางครั้งเลิกไป 5 ปี กลับมาเล่นใหม่ 3-4 ครั้ง ก็ทิ้งไปอีก 3 ปี แต้มต่อที่เขาให้มากสุด 24 ของผมก็เกิน 36 เพื่อนรุ่นใหม่ๆ เขาจริงจังมากกว่า ขยับแต้มต่อเข้าไปใกล้เลขตัวเดียวกันแล้ว แต่ผมก็ยังมากกว่า 30 อยู่นั่นเอง ในที่สุดก็ตัดสินใจเลิกเล่น
ทำให้นึกถึงประเทศไทย ว่ากำลังเป็นนักกอล์ฟแบบเดียวกับผมหรือเปล่า คือพื้นฐานพอมี แต่เอาดีไม่ได้ เพราะไม่ใส่ใจจริงจัง
ผมคิดว่าไทยแลนด์ กอล์ฟ น่าจะมีแต้มต่อวันนี้ อยู่ที่ประมาณ 18 ส่วนเวียดนาม 22 มาเลเซีย 16 เกาหลี 12 สำหรับลาวและพม่า น่าจะเกิน 24 คงอยู่แถว 30 แต่ก็กำลังพยายามเข้ามาอยู่ที่ 24 ให้ได้ ส่วนสิงคโปร์นั้น เขาเทิร์นโปรไปเรียบร้อยแล้วครับ
ถึงแม้วันนี้ไทยเราจะเริ่มมี “นักกอล์ฟไทย” ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติแล้ว แต่ถ้า “ประเทศไทย” ยังคงมีกอล์ฟสวิงแบบนี้ ขาดความแม่นยำเช่นนี้ มีแต้มต่อที่ 18 เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานเวียดนามและประเทศอื่นๆ ก็คงจะแซงเราแน่นอน
มันจะทำให้คน 67 ล้านคน รู้สึกหดหู่มากเลยนะครับ






