วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินดอลลาร์และเศรษฐกิจจีน

เร็วๆ นี้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0-0.25% ซึ่งเป็นระดับเดิม

นับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ สาเหตุที่เฟดตัดสินใจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐจะปรับตัวลดลงแล้วก็ตาม ซึ่งล่าสุดเท่ากับ 5.1% และเฟดยังส่งสัญญาณอีกว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มขยายตัวบ้างแล้ว แต่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำคือ 0.2% จาก The Economist กล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำเช่นนี้ เกิดจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตกต่ำ เนื่องจากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก เช่นนี้แล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐจึงเต็มไปด้วยความเปราะบาง

คำถามก็คือ “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?” ในเมื่อรัฐบาลสหรัฐดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมานาน และมีมาตรการทางการคลังอีกจำนวนมากที่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นเต็มที่ แล้วเงินดอลลาร์เหล่านี้หายไปไหน?

จากที่ Bud Conrad กล่าวว่า เงินดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ผ่านช่องทางทางการคลัง เห็นได้จากงบประมาณที่ขาดดุลเป็นเวลานาน ซึ่งการขาดดุลดังกล่าวเกิดจาก 2 สาเหตุ คือนโยบายด้านความมั่นคง เช่น การทำสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน และนโยบายด้านสังคม เช่น นโยบายประกันสังคม (Social security) คือการจ่ายเงินบำนาญให้กับผู้เกษียณอายุ และนโยบายประกันสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย โครงการ Medicaid คือเงินอุดหนุนเพื่อการรักษาพยาบาลสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ และ โครงการ Medicare คือเงินอุดหนุนเพื่อการรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ ทำให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้าไปสะพัดในระบบเศรษฐกิจ พูดง่ายๆ คือเงินก้อนนี้เข้าไปอยู่ในมือของประชาชน ประชาชนก็นำเงินเหล่านี้ไปซื้อสินค้า เช่น ซื้อสินค้าจากห้างค้าปลีกอย่าง Wal-Mart ส่วนใหญ่แล้วสินค้าที่ผลิตในสหรัฐจะมีราคาสูงกว่าสินค้าที่นำเข้าจากจีน เนื่องจากค่าแรงงานในสหรัฐสูงกว่าจีน ผลก็คือสหรัฐจึงนำเข้าสินค้าจากจีนสูงมาก จึงเป็นที่มาของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังของสหรัฐ ในขณะที่เงินดอลลาร์เหล่านี้กลายเป็นแหล่งรายได้ของจีนทำให้จีนมีการเกินดุลในบัญชีเดินสะพัด ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ปกติแล้วเงินก้อนนี้จะถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ พูดง่ายๆ ก็คือการปล่อยเงินกู้ให้สหรัฐนั่นเอง จะเห็นว่าเงินที่สหรัฐจ่ายเพื่อซื้อสินค้านำเข้ากลายเป็นเงินที่ปล่อยกู้ให้กับตนเอง

ซึ่งแน่นอนว่าวงจรเงินดอลลาร์สร้างประโยชน์ให้กับสหรัฐ มีแหล่งเงินกู้เพื่อชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล แต่ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลสหรัฐดำเนินมาตรการต่างๆ มากมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่วงจรเงินดอลลาร์ดังกล่าวกลับสร้างปัญหาให้กับสหรัฐเสียเอง ทำให้นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ สหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับต่ำที่สุดที่ 0-0.25% ยาวนานหลายปี แต่กลับส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงน้อย สาเหตุเป็นเพราะการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ไม่ได้ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ขึ้นกับกลไกในตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคาร ในขณะที่ธนาคารขนาดเล็กมักจะปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ แต่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารขนาดเล็กประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง แต่การปล่อยกู้ให้กับธุรกิจย่อมสร้างความเสี่ยงด้านสภาพคล่องให้กับธนาคาร

ดังนั้น เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่อง ธนาคารขนาดเล็กจึงกู้ยืมเงินจากธนาคารขนาดใหญ่ โดยผ่านตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคาร ทว่า ธนาคารที่มีขนาดใหญ่กลับมองว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคารไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะให้ผลตอบแทนที่ต่ำเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากการอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำใกล้เคียง 0% ธนาคารขนาดใหญ่จึงโยกย้ายเงินลงทุนไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่นตลาดหุ้นจีน จึงกลายเป็นที่มาของกระแสเงินร้อน หรือHot money ที่สร้างความร้อนแรงให้กับจีนในช่วงปี 2008-2013

ในช่วงเวลานั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐและจีนต่างกันมาก โดยเศรษฐกิจจีนในขณะนั้นมีความร้อนแรง เพื่อชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจรัฐบาลจึงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐและจีนสูงขึ้น นักลงทุนจากสหรัฐซึ่งรวมทั้งสถาบันการเงินจึงโยกย้ายเงินทุนเข้าไปลงทุนในจีน เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนจีนแข็งค่า ซึ่งก็ยิ่งเป็นการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เพราะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กล่าวคือกำไรในรูปเงินหยวนแลกกลับได้เงินดอลลาร์มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เม็ดเงินที่รัฐบาลสหรัฐอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจึงไม่ได้ผลที่ดีเท่าที่ควร

แม้ว่าปัจจุบันนี้เศรษฐกิจจีนจะซบเซาลง เนื่องจากฟองสบู่แตกในตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ปัญหาคือเมื่อเศรษฐกิจจีนมีปัญหาจะส่งผลให้ความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลง หรือการปล่อยกู้ให้สหรัฐก็ยากยิ่งขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับงบประมาณของสหรัฐเป็นอย่างมาก เพราะเงินกู้จากต่างประเทศลดลง แต่ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลับไม่ลดลง การกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐจึงอาจจะมีปัญหา

นั่นคือสาเหตุว่า ทำไมเฟดจึงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความอ่อนแอ ตัวเลขการจ้างงานแม้จะดีขึ้นแต่ยังเปราะบางมาก ผู้เขียนมองว่าลึกๆ แล้วสหรัฐก็เป็นห่วงเศรษฐกิจจีนมากเช่นกัน เพราะหากเศรษฐกิจจีนซบเซาย่อมกระทบต่อการปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลสหรัฐด้วย การพบกันของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง และประธานาธิบดี โอบามา เมื่อเร็วๆ นี้ ย่อมมีความแหลมคมมากกว่าการกระชับไมตรีเป็นแน่ จึงน่าจับตาว่าทั้งสองประเทศจะหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร

-----------------

วิญญู วีระนันทาเวทย์

คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

[email protected]

FB: Winyoo Weerananthawet