มาถึง 2 เดือนสุดท้ายของปี ข่าวดีที่น่าจะพูดได้ในตอนนี้ว่า มาค่อนข้างแน่จากธนาคารกลางยุโรปคือ
การซื้อพันธบัตรและตราสารอื่นๆ หรือที่เรียกกันติดปากว่า มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) เพิ่มเติมจากที่ได้ทำเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ตอนต้นปีนี้จนถึงเดือนกันยายนปีหน้า เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร โดยการประชุมธนาคารกลางยุโรปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 4 ประการ ดังนี้
ประการแรก ในมุมของเศรษฐกิจมหภาคนั้น นายมาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ได้แบ่งตัวเลขเศรษฐกิจออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่น่าพอใจ และ กลุ่มที่ไม่น่าพอใจ โดยกลุ่มแรก ประกอบด้วยสองส่วนหลัก ได้แก่ การบริโภค ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลง และเม็ดเงินจาก QE ชุดปัจจุบัน กับตลาดสินเชื่อที่มีการเติบโตที่ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา
ส่วนกลุ่มภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยน่าพอใจนัก ประกอบด้วย ตัวเลขเศรษฐกิจสี่ชุด ได้แก่ หนึ่ง อัตราเงินเฟ้อที่ตอนนี้ยังไม่ถึงร้อยละ 1 และดูยังไงก็ยังจะไม่สูงขึ้นในเร็ววัน ตรงนี้ทางอีซีบีเป็นห่วงมากที่สุด ซึ่งผมจะกล่าวถึงต่อไปในประเด็นที่สาม สอง นายดรากิห่วงเรื่องการแข็งของค่าเงินยูโรในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จะทำให้ตัวเลขจีดีพีที่แท้จริงต่ำกว่าที่เติบโตเต็มศักยภาพ หรือ Output Gap มากเกินไป ซึ่งจะไปมีผลให้เกิดเงินฝืดได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่ สาม ความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับการคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อที่มีอยู่สูงในยุโรป ก็จะไปมีผลให้เกิดเงินฝืดได้ง่ายเช่นกัน และ สี่ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจภาคต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน จะยิ่งทำให้ยุโรปเติบโตได้ช้ากว่าเดิมเข้าไปอีก
ประการที่สอง ตอนนี้ QE ซึ่งนายดรากิย้ำว่า จะไม่ใช่แค่การขยายเวลาการทำ QE เท่านั้น ทว่า จะมีการเปลี่ยนทั้งมิติ ขนาด องค์ประกอบ และช่วงเวลาอีกด้วย รวมถึงไม่ใช่เป็นเพียงการรอให้ตัดสินจะทำหรือไม่ทำต่อ ทว่า ตอนนี้มีการเวิร์คอย่างแข็งขันถึงทางเลือก รวมถึงการประเมินผลกระทบจากนโยบายนี้ จากทีมของนายดรากิ โดยย้ำว่า ตอนนี้ไม่ใช่อยู่ในโหมด Wait and See แต่เป็นโหมด Work and Assess ทำให้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า QE ชุดใหม่จะคลอดออกมาในเร็ววันค่อนข้างแน่
ประการที่สาม ธนาคารยุโรปย้ำหลายครั้งในการประชุมเที่ยวนี้ว่า กังวลเรื่องเงินฝืด โดยบอกว่าความจริงที่อีซีบีห่วงเรื่องเงินฝืดเป็นเพราะ
หนึ่ง รัฐบาลสหรัฐเคยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องการวัดอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน พบว่าวิธีที่นิยมใช้กันวัดตัวเลขเงินเฟ้อ ต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ร้อยละ 1.5 อีซีบีเลยกังวลสถานการณ์เงินเฟ้อของยุโรปใตอนนี้เป็นอย่างมาก
สอง ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่แท้จริงของหนี้สินต่างๆ จะเพิ่มเป็นอย่างมากหากเกิดภาระอัตราเงินฝืด ซึ่งภาระดังกล่าวถือเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจ
สาม การที่ตัวเลขเงินเฟ้อติดลบ และอัตราดอกเบี้ยตามท้องตลาดไม่สามารถติดลบด้วย จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงเกินไป จนเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและภาวะเศรษฐกิจในที่สุด
นอกจากนี้ การที่อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นปีๆ ที่เรียกว่าภาวะเงินฝืดนั้น จะส่งผลให้ค่าจ้างของแรงงานในยุโรปสูง จนไม่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ อีกทั้งการบริโภคจะถูกชะลอออกไป จากการที่ราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง
ประการสุดท้าย หากพิจารณาจากภาษากาย ที่นายดรากิสื่อออกมาในวันที่แถลงข่าว ต้องบอกว่าเป็นการแสดงออกถึงการที่ต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มสูบจากคำตอบ ในทุกๆ ประโยคที่ผู้สื่อข่าวถามในประเด็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ดูชัดมากๆ ได้แก่ การที่จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แบงก์พาณิชย์นำมาฝากกับอีซีบี ให้ต่ำกว่าอัตราซึ่งติดลบร้อยละ 0.2 ในตอนนี้ลงไปอีก ก่อนหน้านี้ นายดรากิเคยบอกว่า คงจะไม่ลดต่ำลงไปกว่านี้ นี่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของอีซีบีอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ ดร.เบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ได้ออกหนังสือประวัติของตนเองในเล่าเหตุการณ์ในช่วงเป็นประธานเฟดว่า ถึงตอนนี้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นจนจะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว เศรษฐกิจยุโรปยังติดหล่มเหมือนเดิม ตรงนี้แหละ ที่นายดรากิจึงต้องใส่เต็มสูบแบบไม่ให้น้อยหน้าเฟด ณ นาทีนี้เลยครับ
หมายเหตุ สนใจการเปรียบเทียบผลตอบแทนและการวิเคราะห์เพิ่มเติมระหว่าง กองทุน Global Silver Age และ Healthcare ติดตามได้ทาง fb.com/MacroView ทาง Blog:bonthr.blogspot.com และ LINE ID: MacroView






