เป็นอีกสัปดาห์หนึ่ง ที่ยังมีข่าวคราวของ Single Gateway จวบจนกระทั่งเกิดเป็นกระแสใหม่ ที่เรียกกันว่า
National Internet Gateway ที่ยังได้ถูกกล่าวหา ว่าเป็นนโยบาย Single Gateway ภายใต้ชื่อใหม่
ปัญหาหนึ่งของประเทศไทย คือความร้ายกาจของกระแสต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต โดยได้ถูกแพร่กระจายและส่งต่อ อย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการนำเสนอความจริงเพียงด้านเดียว และปราศจากการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
สงครามไซเบอร์ ส่วนหนึ่งคือการดิ้นรน เพื่อไม่ให้มีการครอบงำสิทธิเสรีภาพของประชาชน และอำนาจอธิปไตยของชาติ
หลายท่านอาจยังไม่ทราบ ฐานข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของประชากรไทยมากที่สุด อาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทย หรืออยู่ภายใต้อำนาจการกำกับดูแลของรัฐบาลไทย
เซิร์ชเอนจิน โชเซียลเน็ตเวิร์ค โชเชียลมีเดีย และ โปรแกรมแช็ต ที่คนไทยใช้เกือบ 100% ล้วนเป็นบริการจากต่างประเทศ ที่ให้บริการมาจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ คือคลังข้อมูลส่วนบุคคลของประชากรไทย ที่มีปริมาณสูงที่สุด แต่รัฐบาลไทย กลับไม่สามารถกำกับดูแลได้เลย
หลายครั้งที่มีการกระทำผิดอาชญากรรม ที่มีหลักฐานอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต และรัฐบาลต้องการสืบค้นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ต้องสงสัย รัฐบาลไทยจำเป็นที่จะต้องดำเนินการขอข้อมูลผ่านสถานทูต ภายใต้สนธิสัญญา Mutual Legal Assistance Treaty (MLAT) ทั้งที่การกระทำผิดทั้งหมดอาจได้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ข้อมูลหลักฐานบนโลกอินเตอร์เน็ต กลับถูกเก็บไว้ในดาต้าเซ็นเซอร์ที่อยู่นอกประเทศ รัฐบาลไทยไม่สามารถสั่งการดาต้าเซ็นเซอร์เหล่านี้ได้โดยตรง ให้มีความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมของไทย
ปัญหาดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย เพราะชาติที่รวมศูนย์อำนาจแห่งโลกอินเตอร์เน็ตมากที่สุด ย่อมต้องหนีไม่พ้น สหรัฐอเมริกา แต่สำหรับภูมิภาคอาเซียน กลับเป็นสิงคโปร์ ที่สหรัฐนิยมใช้เป็นฐาน สำหรับบุกยึดตลาดแห่งภูมิภาค ที่มีประชากร 600 ล้านคน ซึ่งรวมประเทศไทย
แม้แต่สหภาพยุโรป ก็ได้ไหวตัวในเรื่องดังกล่าว และมีมาตรการขั้นเด็ดขาด เมื่อศาลสูงสุด ได้ตัดสินว่าการที่ Facebook ได้ส่งข้อมูลส่วนบุคคลของประชากรยุโรป กลับไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐนั้นผิดกฎหมาย และให้อำนาจรัฐบาล EU เข้ามาตรวจสอบการกระทำของ Facebook อย่างเต็มที่
สิ่งที่หลายท่านอาจยังไม่ทราบ หนึ่งในสาเหตุ ที่ประชาชนชาวยุโรป ได้มีความเคลือบแคลงสงสัย ต่อความจริงใจของสหรัฐอเมริกา ในการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล นั้นคือการออกมาแฉของ เอ็ดเวิร์ด สโนวเด็น
สหรัฐอเมริกา มีทั้งหน่วยงาน นักสืบ (FBI) สายลับ (CIA) และ แฮกเกอร์ (NSA) ที่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างถูกกฎหมาย ตราบเท่าที่ไม่หลงเหลือหลักฐานให้ถูกจับได้ โดยเฉพาะ CIA มีแม้กระทั่งสิทธิในการลอบสังหารอย่างถูกกฎหมาย แต่ในโลกอินเทอร์เน็ต หน่วยงานที่ทรงอานุภาพทางเทคโนโลยีที่สุด ย่อมต้องเป็น NSA หน่วยงานเก่าของ สโนวเด็น ที่เขาได้ออกมาแฉ จนกระทั่งเป็นผู้ลี้ภัยระดับโลก
เอ็ดเวิร์ด สโนวเด็น ได้แฉว่า NSA ภายใต้ รัฐบาลสหรัฐ ได้มีข้อตกลงลับกับ ธุรกิจ เซิร์ชเอนจิน โชเซียลเน็ตเวิร์ค และ โชเชียลมีเดีย ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในการนำส่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานให้กับรัฐบาล ทำให้รัฐบาล ไม่เพียงแต่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอเมริกันเกือบทั้งประเทศ แต่ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต กว่าครึ่งหนึ่งของโลก เพราะประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ใช้บริการในโลกอินเทอร์เน็ตของสหรัฐ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากประชากรไทยเกือบทั้งประเทศถูกรวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้แฉอีกว่า สมาร์ทโฟน ที่มีแบรนด์ดังที่สุดในโลก ยังได้มีประตูหลัง สำหรับรัฐบาลอเมริกา เข้าไปสืบข้อมูลความลับ ดูดข้อมูลส่วนบุคคลออกจากสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ NSA ยังมีความสามารถในการดักฟังการสื่อสารทั้งหมด ผ่านสมาร์ทโฟน จนกระทั่งสามารถระบุตำแหน่งสถานที่ ของนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี ของประเทศต่างๆ เพื่อที่สายลับของสหรัฐ จะสามารถเข้าถึงตัว ได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัว คือการที่รัฐบาลสหรัฐ ไม่ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด หรือฟ้องหมิ่นประมาท แต่ เอ็ดเวิร์ด สโนวเด็น กลับถูกข้อหา เปิดเผยความลับของชาติ จนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยในปัจจุบัน
จึงเป็นเรื่องที่แปลก ที่หลายครั้งในเวทีต่างๆ ของไทย ไม่ว่าจะในโลกอินเทอร์เน็ต หรือเวทีสาธารณะที่จัดโดยภาครัฐ มักมีผู้ที่เรียกร้อง หรือเสนอความคิดให้ ไทย จำเป็นต้องพึ่งพิงบริการในโลกอินเทอร์เน็ตของสหรัฐมากยิ่งขึ้นไปขึ้น อย่างที่ไม่หลงเหลือภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
สงครามไซเบอร์ เป็นยุคใหม่ของสงครามเย็น ซึ่งธุรกิจข้ามชาติ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีข้อตกลงลับกับรัฐบาลของชาติมหาอำนาจ อาจส่งผลให้เกิดการครอบงำสิทธิเสรีภาพของประชาชน และอำนาจอธิปไตยของชาติ แม้กระทั่ง EU ก็ยังได้ไหวตัวและมีมาตรการตอบโต้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่คนไทยยังมัวแต่สู้รบกันเอง การวิ่งตามกระแสนิยม อย่างปราศจากการคิดวิเคราะห์ และการรับฟังข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียว เป็นภัยคุกคามที่ร้ายกาจของสังคมไทย






