มีผู้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งที่มี “วาระแห่งชาติ” มากที่สุดในโลก
แต่ละปีหน่วยงานภาครัฐอาจเสนอเรื่องที่อยากผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติมากกว่าหนึ่งเรื่อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหลังจากประกาศไปแล้วกลับขาดการติดตามประเมินผลว่ามีความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง?จนทุกวันนี้คำว่า“วาระแห่งชาติ”กลายเป็นคำพูดที่ พูดซ้ำๆกันจนเฝือ หรือที่สำนวนภาษาอังกฤษใช้คำว่า“Clichés” ไปแล้ว
รัฐบาลปัจจุบันได้มีการกำหนดวาระแห่งชาติไว้หลายอย่าง ได้แก่เรื่องการจัดการขยะ การปราบปรามการค้ามนุษย์ การสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการแก้ปัญหายางพารา ซึ่งเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังสั่งการเรื่องการ “ยุทธศาสตร์ชาติระยะ20ปี” โดยมีการตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีพล.อ.วิลาส อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธานขณะนี้กระบวนการร่างยุทธศาสตร์ชาติยังไม่แล้วเสร็จ คณะกรรมการซึ่งองค์ประกอบมีความหลากหลาย ต่างก็มีข้อเสนอและมุมมองที่แตกต่างหลายประเด็น อีกทั้งการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้ขยายความจากยุทธศาสตร์ชาติ ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยจัดทำไว้ซึ่งมีเป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่นการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ประเทศปานกลาง การกระจายรายได้ การก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเพิ่มประเด็นความท้าทายต่อประเทศใน2ทศวรรษข้างหน้าเช่น เรื่องความมั่นคง การรับมือกับภัยข้ามชาติรูปแบบใหม่ๆซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเพิ่งเรียกประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในเรื่องนี้
แม้การร่างยุทธศาสตร์ชาติยังไม่แล้วเสร็จ แต่เป็นที่ยอมรับจากหลายๆ ฝ่ายว่าเป็นเรื่องจำเป็น ที่ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นพิมพ์เขียวในการกำหนดทางเดินของประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศโลกที่การแข่งขันในด้านต่างๆรุนแรง และมีความท้าทายต่างๆรออยู่มากมาย ซึ่งในประเด็นนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เคยเสนอให้รัฐบาลเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ... เพื่อเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจังที่สำคัญต้องเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง
ในมุมมองของอลงกรณ์ พลบุตรรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) บอกว่าการเดินหน้าปฏิรูปของ สปท.ต้องยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างความเป็นรูปธรรมในการปฏิรูปประเทศให้เกิดขึ้น สอดคล้องกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่รออยู่ของประเทศไทย ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจจีน อินเดีย และการเปิดประชาคมอาเซียน อย่าลืมว่าขณะที่เราร่างยุทธศาสตร์ชาติกันอยู่นี้ มาเลเซียประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติแล้วเท่ากับนำหน้าเราไปหลายก้าว
ขณะที่ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช.ก็บอกว่ากรอบยุทธศาสตร์ชาติถือว่าเป็นสิ่งใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นข้อกำหนดที่ทำให้นักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องให้ความสำคัญกับแผนระยะยาวในการบริหารประเทศไปสู่จุดหมาย มากกว่าการมองแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่เห็นผลแค่ปีนี้หรือปีหน้าเท่านั้น
ความท้าทายของยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ไม่ใช่แค่การกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าใน 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะพัฒนาอย่างไรหรือจะอยู่จุดไหนบนเวทีโลก หากแต่อยู่ที่การขับเคลื่อนแผนฯ ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหมายถึงสามารถการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ กับแผนต่างๆทั้ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ แผนปฏิบัติราชการ แผนการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงแผนดำเนินงานระดับท้องถิ่นและพื้นที่ รวมทั้งอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายในสังคม ซึ่งข้อนี้สำคัญกว่าการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ!






