เราจะพัฒนา “ชนบท” เพื่ออะไรเป้าหมายของการพัฒนาคืออะไร และจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร
คำถามเหล่านี้จำเป็นต้องถามกันใหม่และต้องตอบให้ชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นสังคมไทยจะสูญเสียงบประมาณไปอย่างไร้จุดหมายและไม่คุ้มค่า ไม่ใช่เพียงแค่งบประมาณลงพื้นที่ชนบทโดยตรงเท่านั้น หากแต่ต้องนับรวมงบประมาณในระบบราชการที่ทำงานในชนบทด้วย
หากพิจารณาการขยายตัวของรัฐในการพัฒนาชนบทนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 จะพบว่าเป้าหมายเน้นอยู่ที่การมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีรายได้หรือมีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น โดยไม่เคยคาดหวังว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปสังคมชนบทแต่ประการใด มีเพียงบางรัฐบาลเท่านั้นที่คิดถึงการลดจำนวนเกษตรกรลง แต่ก็ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการลดจำนวนและขนาดของเกษตรกรรม
นโยบายสร้างความต้องการเทียมในสินค้าการเกษตรทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรอย่างอื่น นอกจากจะหยิบยื่นเงินให้แก่เกษตรกรเพื่อแลกคะแนนเสียงเท่านั้น
รัฐบาลนี้ก็เช่นเดียวกัน นโยบายเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรมในชนบทก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ มิหนำซ้ำบางนโยบาย กลับจะทำร้ายคนส่วนใหญ่ในชนบทเสียอีก (จะกล่าวต่อไปข้างหน้า)
การที่นโยบายเกี่ยวกับเกษตรกรรมทั้งหลายไม่มีเป้าหมายหลักที่ชัดเจน ก็เพราะเงื่อนไขสองประการ ประการแรก ได้แก่ ทัศนะครอบงำเรื่อง “ชนบทกับเมือง” โดยหลงคิดไปว่า “ชนบท” อย่างไรต้องเป็นชนบทที่ทำเกษตรกรรมเท่านั้น ความคิดครอบงำที่ถูกสร้างมานานมาก และฝังลงไปในห้วงคำนึงของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะนักการเมือง จนทำให้ดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้อยากจะ “แช่แข็ง” ชนบทไว้ในสังคมรูปแบบเดิมตลอดกาล
การถูกครอบงำด้วยการรับรู้ “ชนบท” เช่นนี้ สัมพันธ์กับสาเหตุประการที่สอง ได้แก่ การไม่เปิดตารับรู้ความเปลี่ยนแปลงในชนบท
การศึกษาเกี่ยวกับรายได้ของคนในชนบท พบข้อสรุปที่สอดคล้องกันว่า รายได้หลักของพี่น้องในชนบทส่วนใหญ่มาจากการทำงาน “นอก” ภาคเกษตรกรรม รายได้จากการทำเกษตรกรรมนั้น ลดลงเหลือประมาณร้อยละสามสิบโดยเฉลี่ยทุกภูมิภาค
แม้ว่าการศึกษารายได้เช่นนี้ จะแสดงผลอย่างชัดเจนว่า สังคมชนบทเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจเพิ่มเติมว่า แม้ว่าพี่น้องในชนบทจะทำการเกษตร และมีรายได้ประมาณร้อยละสามสิบของครัวเรือน แต่การทำการเกษตรในปัจจุบันนี้ ก็ไม่ใช่การทำการเกษตรแบบเดิมแล้ว เพราะรูปแบบการผลิต จำหน่าย สินค้าเกษตรกรรมทั้งหมด ได้เข้าสู่ระบบการจัดการสมัยใหม่หมดสิ้นแล้ว ดังนั้น แม้จะกล่าวว่ารายได้หลักมาจากภาคเกษตรกรรม ก็ต้องตระหนักว่า เป็นการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่ไม่ได้ใช้แรงงาน และความสัมพันธ์ในรูปแบบเดิม ซึ่งหากจะเคร่งครัดในการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ก็ต้องระบุว่า รายได้หลักมาจากการผลิตสินค้าการเกษตร ไม่ใช่มาจากภาคเกษตรกรรม
หากออกแบบสอบถาม หรือสัมภาษณ์พี่น้องในชนบทว่า งานหลักของพวกเขาคืออะไร ชาวบ้านทั้งหลายจะตอบว่า “ทำนา/ทำเกษตรกรรม” เพราะเป็นการตอบจากความเคยชิน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ นักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่ได้ข้อมูลเช่นนี้ก็เชื่อไปโดยไม่ทันตั้งคำถาม
ขณะเดียวกัน การกล่าวว่ารายได้หลักมากจากการทำงานนอกภาคเกษตรกรรม ก็ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า”นอกภาคการเกษตร” มีความหมายอย่างไร เพราะการเป็นแรงงานรับจ้างเฉพาะด้าน ในการผลิตสินค้าการเกษตร ก็ถูกนิยามรวมว่าเป็นการผลิตนอกภาคการเกษตร และที่สำคัญ การค้าขายขนาดกลางและเล็กน้อย ที่กระจายทั่วไปในพื้นที่ชนบท ก็ล้วนแล้วสัมพันธ์อยู่กับพี่น้องคนอื่นๆ ที่ทำการผลิตสินค้าเกษตรกรรม อาจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำรวจร้านขายของเกี่ยวกับการเกษตรในพื้นที่ชนบทภาคกลาง (นครปฐม) พบว่าบนถนนเส้นหลักของพื้นที่ มีร้านขายของเกี่ยวกับการเกษตรสมัยใหม่เรียงรายกันเต็มไปหมด ซึ่งทั้งหมดจะถูกปิดป้ายว่า เป็นการผลิตนอกภาคเกษตรกรรม
นอกเหนือไปจากความเปลี่ยนแปลงในการทำมาหากินของพี่น้องในชนบท ที่รายได้หลักไม่ได้มาจากการทำการเกษตรกรรมแบบเดิมแล้ว “ชนบท” ก็มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม จนไม่สามารถใช้เกณฑ์การแบ่งด้วยตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแบบเดิมได้ เพราะที่ดินไม่ใช่ฐานทรัพยากรฐานเดียวอย่างที่ผ่านมาหากแต่ฐานทรัพยากรที่ดิน ยังสัมพันธ์อยู่กับความรู้ความสามารถในการผลิต และการเป็นผู้ประกอบการสมัยใหม่อีกด้วย
ที่สำคัญ การใช้ฐานทรัพยากรที่ดิน และความรู้ความสามารถในการผลิตสมัยใหม่ ยังสัมพันธ์อยู่ “ทำเล” ของพื้นที่ และช่วงเวลาของการตั้งชุมชนอีกด้วย
กล่าวได้ว่า การทำเข้าใจความแตกต่างของพื้นที่ชนบท จะต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ให้สลับซับซ้อนมากขึ้น และการประกอบกันขององค์ประกอบต่างๆ นี้ ก็จะมีผลต่อการแตกตัวและความสัมพันธ์ทางชนชั้นภายในแต่ละชุมชน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการจัดระบบการผลิต และระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชน
หากไม่ทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ก็ไม่มีทางที่จะสร้างนโยบายที่เหมาะสม มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาชนบทได้ นโยบายที่สร้างขึ้นโดยปราศจากความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ รังแต่จะก่อปัญหาให้มากขึ้นในระยะยาว เช่น นโยบายของรัฐบาลนี้ที่เน้นการส่งเสริมการทำการเกษตร ในลักษณะพื้นที่ใหญ่หรือกลุ่มใหญ่ กลับจะทำให้คนเพียงร้อยละยี่สิบในพื้นที่ชนบทได้เปรียบ โดยที่คนอีกร้อยละแปดสิบไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ อันจะซ้ำเติมปัญหาการแตกตัวทางชนชั้นให้แหลมคมมากขึ้นในอนาคต
เราต้องเข้าใจความแตกต่าง/ความคล้ายคลึงกัน ของความเปลี่ยนแปลงจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ชนบท” ก่อนที่จะสร้าง “เป้าหมาย” ของการพัฒนาชนบท






