เมื่อเดือนสิงหาคมต่อกันยายน มีโอกาสไปท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง
บนเส้นทางที่เรียกว่า นากาเซนโด ภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า 中山道 ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเส้นทางสำคัญในสมัยโบราณของญี่ปุ่น ที่เชื่อมระหว่างภูมิภาคที่สำคัญๆ เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในสองเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองหลวงเกียวโตและเมืองเอโดะ (โตเกียว) อีกเส้นทางหนึ่งมีชื่อว่า โตไคโด ภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า 東海道 สิ่งที่แตกต่างระหว่างเส้นทางทั้งสองคือ นากาเซนโดเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะตามภูเขาบริเวณกึ่งกลางของเกาะฮอนชูระหว่างมหาสมุทรสองด้าน ส่วนโตไคโดเป็นเส้นทางที่เลียบชายทะเลด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีจุดที่จะต้องข้ามลำน้ำจำนวนมาก และไม่สะดวกในเวลาที่ภูมิอากาศไม่อำนวย แต่นากาเซนโดเป็นเส้นทางบนพื้นดินล้วนๆ ไม่ลำบาก จึงมักจะเรียกว่าเส้นทางเจ้าหญิง หรือ 姫街道 (ฮิเมะไคโด) แม้กระนั้น ลักษณะทางเดินเป็นหินก้อนใหญ่ๆ และลาดชันทั้งขึ้นและลงตลอดทางดัง (รูปที่ 1)
เส้นทางนากาเซนโดนี้ เริ่มต้นจากเมืองเกียวโต ผ่านจังหวัดชิงะ (滋賀県) จังหวัดกิฝุ (岐阜県) จังหวัดนากาโน (長野県) จังหวัดกุมมะ (群馬県) จังหวัดไซตามะ (埼玉県) จนถึงเมืองเอโดะที่บริเวณนิฮอนบาชิ (日本橋) เป็นระยะทางทั้งสิ้น 534 กิโลเมตร เป็นที่น่าสังเกตุว่า แนวเส้นทางสมัยโบราณนี่แหละ เป็นพื้นฐานในการวางแนวเส้นทางถนนและทางรถไฟสมัยใหม่เสียส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นแนวที่ลัดเลาะตามแนวหุบเขา และมีความสะดวกเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
เนื่องจากการเดินทางสมัยก่อนใช้วิธีเดินเท้าหรืออย่างดีก็ขี่ม้า จึงมีความจำเป็นต้องมีสถานที่พักค้างคืนเป็นระยะๆ ตลอดเส้นทางเป็นจำนวนถึง 69 ชุมชนด้วยกัน เฉพาะช่วงที่อยู่ในจังหวัดนากาโนช่วงเดียวก็มีชุมชนถึง 11 แห่งด้วยกัน รวมเรียกว่า คิโซยิ (木曽路) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ในฐานะที่เป็นแหล่งไม้ซุงคุณภาพดี สำหรับก่อสร้างสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ชุมชนที่มีชื่อเสียงในช่วงเส้นทางคิโซยิมี 3 แห่งคือ นาราอิจูขุ (奈良井宿) (รูปที่ 2) และ 3 สึมาโงะจูขุ (妻籠宿) (รูปที่ 4) และมะโกเมะจูขุ (馬籠宿) (รูปที่ 5) สาเหตุที่ทั้งสามชุมชนมีชื่อเสียงในแง่การท่องเที่ยวนั้น มาจากการที่ชุมชนทั้งสามมีสิ่งก่อสร้างเก่าคงเหลือเป็นกลุ่มก้อนอยู่มากที่สุด และมีการจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อพัฒนาและรักษาแหล่งท่องเที่ยวไว้ให้ดีที่สุด เนื่องจากสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณเป็นไม้เกือบทั้งหมด จึงเสียหายไปกับอัคคีภัยเป็นส่วนใหญ่ตามกาลเวลา เมื่อตรวจสอบชุมชนต่างๆ อันเป็นแหล่งที่พักแล้ว พบว่าแต่ละแห่งยังมีสิ่งก่อสร้างเก่าเหลือตกค้างอยู่อยู่บ้าง เพียงแห่งละที่สองที่เท่านั้น จึงไม่คุ้มค่าแก่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในการเดินทางไปท่องเที่ยว ยกเว้นกลุ่มเล็กๆ ที่สนใจจริงๆ เท่านั้น






