วันพรุ่งนี้ 23 ตุลาคม พ.ศ.2558 เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประเทศไทย
นั่นคือ“วันปิยมหาราช” ซึ่งมีขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ (ไต) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในขณะที่พระชนมายุ 57 พรรษา รัฐบาลจึงได้จัดให้วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันปิยมหาราช และเป็นวันหยุดราชการ เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่มหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้ ได้วางรากฐานให้กับประเทศไทย มาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว
ผ่านมากว่า 100 ปี หลังพระปิยมาหาราชทรงปฏิรูปบ้านเมือง เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งอย่างของประเทศสยาม ให้เดินหน้าสู่ความเจริญ ทั้งระบบการศึกษา, ระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการต่างๆ และที่สำคัญ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ประกาศเลิกทาส ได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ประเทศไทยไม่มีบุคคลที่ตกอยู่ในฐานะ “ทาส” ตามกฎหมาย
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ ที่สำคัญ ล้วนเป็นการวางแนวทางการพัฒนาให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสร้างและวางระบบการคมนาคมระบบราง เป็นครั้งแรก ด้วยการพัฒนาให้มีรถไฟเกิดขึ้น จากเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว ระบบคมนาคมนั้นยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน แต่การพัฒนาดูเหมือนไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควรเป็น
เนื่องในวันปิยมหาราช ที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึง การพัฒนาประเทศในวันนี้เปรียบเทียบกลับไปเมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมา ในรัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 กว่า 100 ปีผ่านมา ปัจจุบันไทยเราระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เป็นพัฒนาการใหม่ของระบบคมนาคมขนส่งผู้คน แต่ยังคงจำกัดพัฒนาได้เฉพาะในเมืองหลวง ไม่อาจแผ่ขยายไปยังหัวเมืองในต่างจังหวัดได้ ย้อนทบทวนไปแล้ว เหมือนเวลา 100 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยพัฒนาไปน้อยมาก หากเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัชสมัยพระปิยมหาราช
อะไรทำให้ประเทศไทยเราก้าวเดินช้ากว่าที่ควรเป็น ทั้งที่โลกนี้พัฒนาเทคโนโลยีรุดหน้าไปไกลมากแล้ว ประเทศตะวันตกมีรถไฟฟ้าใช้มานานมาก การขนส่งระบบรางสามารถเชื่อมโยงพัฒนาความเจริญให้ประเทศมานับไม่ถ้วน
แม้แต่ประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็เจริญรุดหน้าไปกว่าไทยหลายเท่าตัว ไม่เพียงรถไฟฟ้าปกติ แต่เขาพัฒนาไปถึงขั้นมีรถไฟฟ้าระบบรางแม่เหล็ก ที่เรียกว่า “แมกเลฟ” ใช้ความเร็วในการเดินทางได้สูงสุดถึง 400 กม./ชม. แต่รถไฟไทยเราสูงสุดไม่เกิน 60 กม./ชม. ไม่น่าแปลกใจเลย ทำไมไทยโตช้า เพราะบริการที่จะสนองการพัฒนาประเทศเกิดได้ช้า ต่างกับการบริโภคซึ่งเติบโตมากกว่าหลายเท่าตัว ไทยบริโภคเทคโนโลยีส่วนบุคคล รุดหน้าแซงประเทศจีนไปหลายเท่าทัดเทียมเมืองใหญ่ทั่วโลก
ดูจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ พฤติกรรมการใช้ของคนไทยติดอันดับท้อป 10 ของโลก แต่ถ้าดูบริการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไทยไม่ติดฝุ่นแม้กระทั่งในอันดับ 100 ด้วยซ้ำไป ปัญหาอยู่ที่จุดใด ระหว่าง ผู้นำประเทศอ่อนแอ, ประชาชนไม่สนใจเรื่องของส่วนรวม, ผู้มีอำนาจสนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว, ทุกคนล้วนสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าส่วนรวม ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเหตุผลแห่งความล่าช้าในการพัฒนา
เนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช มาเยือนอีกครั้ง อยากกระตุ้นให้ทุกคนลองย้อนทบทวนว่า กว่า 100 ปีที่ผ่านมาประเทศเราพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมต่างประเทศ แต่ทำไม 50 ปีย้อนกลับไป ความเจริญส่วนรวมของประเทศไทย จึงดูเหมือนไม่ขยับไปไหน มีแต่ความเจริญส่วนบุคคลที่เติบโตก้าวกระโดด สร้างช่องว่างให้สังคมมากขึ้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี






