วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TPP : ถ้าไทยไม่ปฏิรูปจริง, ก็ไม่มีเวลาเหลือให้อีกแล้ว!

คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ จากกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันอังคาร ถึงผลดี-ผลเสีย

ของการจะร่วมหรือไม่ร่วมเป็นสมาชิก Trans-Pacific Partnership (TPP) และสรุปว่า “ยังไม่ต้องตัดสินใจทันที ยังมีเวลาอีก 1-2 ปี ที่จะวิเคราะห์และประเมินถึงผลกระทบต่อประเทศไทย”

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะรออยู่เฉย ๆ เพราะการปรับเปลี่ยนจะเกิดขึ้นในเวทีโลกตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความสลับซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศ และการแย่งชิงอิทธิพลของมหาอำนาจโลก เช่น สหรัฐกับจีน, สหรัฐกับรัสเซีย, จีนกับญี่ปุ่น เป็นต้น

ผมได้อ่านความเห็นของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ในเฟซบุ๊คส่วนตัวของท่านในหัวข้อนี้ที่น่าสนใจ ขออนุญาตนำมาเล่าขานต่อเพื่อจะได้ช่วยกันวิเคราะห์ถึงทิศทางของประเทศ ในประเด็นเรื่องการสร้างความเชื่อมโยง กับเวทีการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ที่ยิ่งวันยิ่งจะสำคัญมากขึ้น

เมื่อวานนี้ผมอ่านเจอข้อความใน Facebook ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ที่เขียนวิเคราะห์ถึงเรื่องนี้พอดี

คุณสุวิทย์พาดหัวไว้ชัดเจนว่า กรณี TPP ยิ่งตอกย้ำว่าประเทศไทยต้อง “ปฏิรูป” อย่างจริงจังแล้ว

“TPP ส่งสัญญาณบอกเราว่า.. ถึงเวลาปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง”

ท่านบอกว่า It's time for “Reform in Action” !

และเขียนว่า

ตอนนี้หลายคนพูดถึงเรื่อง TPP ว่าไทยควรจะเข้าร่วมหรือไม่? ไทยจะตกขบวนรถหรือไม่? ไทยจะเสียเปรียบหรือไม่?

เรามาเริ่มจาก 4 ข้อเท็จจริงกันก่อน

1. ปัจจุบัน TPP หรือ Trans-Pacific Partnership มีสมาชิก 12 ประเทศ โดยมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำของกลุ่มนี้ (มีประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่ในนี้ 4 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไน) 

2. เมื่อพูดถึง TPP คนมักจะนำมาเปรียบเทียบกับความตกลง RCEP หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (ปัจจุบันมีสมาชิก 16 ประเทศ คือ อาเซียนทั้ง 10ประเทศ + จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) โดยมีจีนเป็นแกนนำในกลุ่มนี้

3. ในแง่ขนาดของตลาด RCEP มี 3,500 ล้านคน (49% ของประชากรโลก) TPP มี 800 ล้านคน (11%) แต่ในแง่ของขนาดเศรษฐกิจ RCEP มีขนาดคิดเป็น 29% ของ GDP โลก ในขณะที่ TPPมีขนาดคิดเป็น 38% ของ GDP โลก

4. ความตกลง TPP จะมีผลบังคับในอีก 1-2 ปีข้างหน้าเมื่อสมาชิก (12 ประเทศ) ได้แก้ไขระเบียบภายในของแต่ละประเทศเสร็จสิ้น ปัจจุบันจึงยังไม่ได้มีการลดภาษีหรือเปิดเสรีใดๆ ใน TPP

หันกลับมามองประเทศไทย...

เรามีประชากรประมาณ 1% ของโลก มี GDP เท่ากับ 0.5% ของโลก ส่งออกประมาณ 1% โลก... เห็นอย่างนี้แล้ว ท่านคิดเหมือนกับที่ผมคิดรึเปล่าว่า... ไทยเราเป็นแค่ประเทศเศรษฐกิจเปิดที่มีขนาดเล็ก (Small & Open Economy) ในระบบเศรษฐกิจโลกเท่านั้น

ดังนั้น “การเลือกข้าง” จึงอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีสำหรับไทย คำถามสำคัญคือ แล้วไทยควรจะวางตัวอย่างไรในสมการนี้?

ผมอยากแชร์แนวคิดส่วนตัว 5 ข้อ ดังนี้

(1) ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ระบบการค้าโลกจะมี 3 เขตเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ RCEP, TPP และ EU. ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงกับทั้งสามกลุ่มไว้ผ่าน ASEAN เพราะเมื่ออยู่คนเดียวเราเล็ก แต่ถ้าผนึกกำลังเกาะเป็น “อาเซียน” เราจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น (Collective Action)

(2) แล้วจะเกาะเกี่ยว TPP ลึกซึ้งแค่ไหนล่ะ? ให้พิจารณาจาก “ต้นทุน-ผลประโยชน์” (Cost-Benefit) ที่ประเทศจะได้ “ในภาพรวม” ผมเน้นว่า “ในภาพรวม” นะครับ เพราะการร่วม TPP มีได้มีเสีย ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เราต้องหารือกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหว อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองพันธุ์พืช Compulsory Licensing ในเรื่องของยา เป็นต้น

(3) หลักคือให้ยึด “ประโยชน์ของชาติ” (National Interest) เป็นสำคัญ แล้วก็ต้องมา “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกัน” “คนได้” ควรมีส่วนในการเยียวยา “คนเสีย” ช่วยเหลือกันเพื่อให้ประเทศก้าวไปได้

(4) พร้อมๆกับการยึดผลประโยชน์ชาติ เราต้องยึดผลประโยชน์ต่างตอบแทน (Reciprocity) ไม่เอาเปรียบใคร แต่ก็ต้องไม่เสียเปรียบใคร ยึดหลัก Open, Collaborate & Sharingระหว่างกัน

(5) ที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน นั่นคือ ภูมิคุ้มกันของภาคประชาชน และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ถ้ามั่นใจว่ามีอยู่แล้ว ต้อง“เร่งเจรจา” กับทั้งสามกลุ่มเศรษฐกิจ เพราะเราจะได้ประโยชน์ แต่ถ้ายังไม่มี ต้อง“รีบสร้าง”ให้เกิดขึ้น นี่คือเหตุผลที่ทำไมรัฐบาลท่านนายกฯประยุทธ์ จึงเน้นการขับเคลื่อนการ“ปฏิรูป” เพราะด้วยการปฏิรูปเท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งภูมิคุ้มกันของภาคประชาชน และขีดความสามารถของภาคเอกชน

   การเจรจาการค้าในแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร แต่สิ่งที่ต้องทำแข่งกับเวลาคือการปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ปฏิรูประบบการค้าและการลงทุนของประเทศให้สอดรับกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลกในศตวรรษที่ 21

It’s time for “Reform in Action”!

ผมพอจะสรุปได้ว่าหากไทยไม่ปฏิรูปจริง ก็จะไม่มีเรี่ยวแรงไปต่อรองกับใคร... คุณสุวิทย์มีโอกาสเข้ามาทำงานด้าน Reform แล้ว ตอนนี้ต้องระดมสรรพกำลังทำ Action! ให้จงได้!