วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คอร์รัปชัน: มะเร็งร้ายของสังคมไทย

คอร์รัปชันเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยมาช้านาน แม้จะมีความพยายามลดและขจัดความรุนแรง

ของปัญหา แต่ก็ยังไม่มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม แต่กลับทรุดตัวแย่ลง จากการจัดทำดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perception Index) โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International) เมื่อปี 2555 ประเทศไทยได้คะแนนความโปร่งใสเพียง 37 จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 88 จาก 174 ประเทศ ที่ทำการสำรวจ

ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยนั้น อาจกล่าวได้ว่ามีความซับซ้อนและทวีความรุนแรงมากขึ้นมาโดยตลอด จากเดิมที่เรียกรับสินบน หรือการเรียกค่าใช้จ่ายหรือเปอร์เซ็นต์ต่างๆ จากการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ มาเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ที่มีการออกนโยบายต่างๆ ในการแสวงหาผลประโยชน์ และการเป็นแหล่งทำมาหากินของนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น โครงการรับจำนำข้าว ที่มีการทุจริตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับซื้อข้าว การเก็บรักษาข้าว การขายข้าว ที่สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้แก่นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจส่วนหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า 500,000 ล้านบาท และมีชาวนาที่ฆ่าตัวตายไปมากกว่า 10 ราย ซึ่งหากจะถามว่า จะเอาโครงการรับจำนำข้าวอีกหรือไม่ ชาวนาก็คงตอบว่าต้องการเพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ผลประโยชน์จากโครงการนี้บ้าง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นประชาชนทั้งประเทศทั้ง 65 ล้านคน ต้องรับผิดชอบ แนวคิดเช่นนี้เป็นเพราะค่านิยมผิดๆ ที่ว่าจะคอร์รัปชันไม่ว่า ขอแต่ตนได้รับผลประโยชน์เท่านั้น

นับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในปี 2538 คะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยแทบไม่ดีขึ้น โดยในปี 2538 ประเทศไทยได้คะแนนความโปร่งใสเพียง 2.79 จากคะแนนเต็ม 10 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.33 ในปี 2539 และค่อนข้างคงที่ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียน คะแนนความโปร่งใสของไทย อยู่ในระดับใกล้เคียงกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และต่ำกว่ามาเลเซียเล็กน้อย ขณะที่สิงคโปร์ได้คะแนนความโปร่งใสสูงกว่าไทยมาโดยตลอด และเมื่อเทียบกับประเทศที่ก้าวขึ้นเป็นประเทศกำลังพัฒนาขั้นสูง เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ต่างก็มีพัฒนาการด้านความโปร่งใสอย่างเห็นได้ชัด โดยเกาหลีใต้ได้คะแนนความโปร่งใสเพิ่มขึ้นจาก 4.29 ในปี 2538 เป็น 5.6 ในปี 2555 ส่วนไต้หวันได้คะแนนความโปร่งใสเพิ่มขึ้นจาก 5.08 ในปี 2538 เป็น 6.1 ในปี 2555

สาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชันนั้นมีมากมาย และแทรกเป็นยาดำอยู่ในทุกวงการ ที่อาจจะทำให้หลายคนอาจท้อแท้และสิ้นหวังกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น ที่ความสูญเสียที่เป็นเม็ดเงินนั้น มีมูลค่านับหลายแสนล้านบาทในแต่ละปี ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำไปจัดสร้างโรงพยาบาล ระบบชลประทานกักเก็บน้ำ หรือสร้างขนส่งมวลชนได้จำนวนมากมายในแต่ละปี ซึ่งล่าสุดองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์นักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ให้สามารถกลับมาเป็นนักการเมืองได้ตลอดชีวิต จากเดิมที่ให้เว้นวรรคทางการเมืองเพียง 5 ปี ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเดิม    

จึงมีคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยจะร่วมกันลุกขึ้นต่อต้านขัดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อให้เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติโดยรวม ซึ่งโดยแท้ที่จริง กฎหมาย หรือ องค์กรต่างๆ ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่ความมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ยังอยู่ห่างไกล เพราะยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ การที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันนั้น ต้องใช้หลายวิธีการเข้าช่วยร่วมกัน ได้แก่    

หนึ่ง การทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ หรือ “หลักนิติรัฐ” คือ รัฐปกครองภายใต้กฎหมายหรือ ใช้กฎหมายควบคุมและบังคับใช้กับกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรง ทั้งผู้ให้และผู้รับ และที่จะขาดเสียไม่ได้เลยก็คือ ความรวดเร็วของกระบวนการยุติธรรม ที่จะเห็นได้ว่ามีความล่าช้ามากที่ในหลายๆ คดี จนประชาชนแทบจะลืมเลือนไปแล้วว่าคดีเกิดอะไรขึ้น รวมถึงการที่ผู้ต้องหาที่มีฐานะดีจำนวนมาก สามารถหลบหนีหรือเดินทางไปเสวยสุขในต่างประเทศ จึงทำให้คนไม่เกรงกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี

สอง การสร้างเครือข่ายในการต่อต้านการคอร์รัปชัน ให้เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม โดยเฉพาะธุรกิจเอกชน เพราะนอกจากการทุจริตคอร์รัปชันจะเพิ่มต้นทุนการประกอบการของตัวเองแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย ผู้ที่รับและผู้ให้การคอร์รัปชันจะต้องได้ถูกประณาม ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม

สาม การสร้างทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้องในสังคม ที่ชัดเจนคือ คนยังยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันได้ถ้าตนได้รับผลประโยชน์ด้วย ที่จะต้องมีการปลูกฝังนับตั้งแต่เด็กเยาวชนในโรงเรียน ให้มีแนวความคิดที่รังเกียจ และต่อต้านการคอร์รัปชัน “สร้างค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต” ให้แก่สังคม ผู้เขียนเชื่อว่าหากมีการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น จะนำไปสู่การลดลงของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน จะบรรเทาและลดลงได้ดังกล่าว

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะร่วมมือกันอย่างจริงเสียที ในการกำจัดมะเร็งร้ายที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมไทยให้หมดสิ้นไป