สองชั่วโมงเต็ม ๆ ที่ผมดูการโต้วาทีหรือ debate ของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
จากพรรคเดโมแครตเมื่อเช้าวันพุธ (เวลากรุงเทพฯ) พอจะสรุปได้ว่าฮิลลารี คลินตันนำโด่ง และหากพรรครีพับบลิกันไม่สามารถหาใครที่ดีกว่าโดนัล ทรัมพ์มาประชันในรอบสุดท้ายได้ สหรัฐก็จะได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรกในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 2017
วิเคราะห์จากเนื้อหา ลีลาและท่าทีของผู้สมัครทั้ง 5 คนแล้ว ฮิลลารีตอบโต้เกือบทุกประเด็นของนโยบายหลักๆ ได้คล่องแคล่ว ว่องไว และหนักแน่น
เธอเต้นฟุตเวิร์กด้วยลีลาของผู้ช่ำชองในเวทีการดีเบต เพราะตอนที่เธอแข่งกับบารัก โอบามานั้น ฮิลลารีต้องขึ้นเวทีประชันวาทกรรมอย่างนี้ไม่น้อยกว่า 25 ครั้ง
เธอจึงเจนเวทีกว่าผู้ท้าชิงอีก 5 คนของพรรคอย่างไม่ต้องสงสัย
คู่แข่งสำคัญที่สุดของเธอคือวุฒิสมาชิกเบอร์นี่ แซนเดอร์ส จากรัฐเวอร์มอง และอดีตผู้ว่ารัฐแมรี่แลนด์ มาร์ติน โอมัลเลย์ แซนเดอร์ส วัย 72 เป็นขวัญใจของคนที่ต้องการเห็นนักการเมืองเท้าติดพื้น และกล้าปะทะกับทุนยักษ์และนักการเมืองกระแสหลัก ขณะที่โอมัลเลย์เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวาทศิลป์และแนวคิดที่น่าสนใจไม่น้อย
แต่ฮิลลารีชนะการโต้วาทีด้วยการตอกย้ำ ถึงประสบการณ์ยาวนานในเวทีการเมือง ที่หาคนเทียบยากยกเว้นเสียแต่ว่าเธอจะก้าวพลาดด้วยตัวเอง ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งในเดือนพ.ย.ปีหน้าเท่านั้น
อีกทั้งเธอยังได้ “โบนัส” ที่ไม่คาดฝันจากคู่แข่งทั้งสองคน เมื่อเธอเจอคำถามที่ได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าจะเป็นเรื่องร้อนที่สุดในขณะนี้คือ การที่เธอถูกกล่าวหาว่าใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัวขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งเธอยอมรับว่าผิดพลาดไปแต่ไม่ได้ปิดบังอำพรางแต่อย่างไร
พอพิธีกรของซีเอ็นเอ็นที่เป็นเจ้าภาพจัดงานร่วมกับเฟซบุ๊คโยนคำถามประเด็นนี้ตามคาด ฮิลลารีก็ตอบตามแบบที่ได้เตรียมเอาไว้ ซึ่งฟังแล้วก็เหมือนข้อแก้ตัวมากกว่าจะเปลี่ยนความคิดของคนที่ไม่ชอบเธอได้เลย
แต่แซนเดอร์สกลับบอกว่าเขาไม่คิดว่าคนอเมริกันสนใจเรื่องอีเมลส่วนตัวของฮิลลารี เพราะเรื่องใหญ่สำหรับสหรัฐขณะนี้คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีมีนโยบายสำคัญ ๆ เรื่องปากท้องและสวัสดิการสังคมอย่างไรมากกว่า
ประโยคเด็ดที่จะถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันไปอีกนาน ก็คือที่แซนเดอร์สหันมาทางฮิลลารีพร้อมกับพูดเสียงดังฟังชัดว่า
“I think the Secretary is right. And that is I think the American people are sick and tired of hearing about her damn emails…”
ฮิลลารีหันไปยิ้มและบอกว่า
“Me too. Me too. Thank you Bernie!”
และเธอก็ยื่นมือหาแซนเดอร์สด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ไม่เชื่อเลยว่าคนที่เธอคิดว่าจะต้องถล่มเธอในเรื่องนี้อย่างหนัก กลับเป็นคนมาช่วยกระชากเธอขึ้นจากหลุมดำการเมือง
จากนั้นคู่แข่งอีกคนคือโอมัลเลย์ ก็ช่วยเสริมอีกแรงด้วยการยืนยันว่า คนอเมริกันต้องการรู้ว่าผู้สมัครประธานาธิบดี มีนโยบายอะไรที่เหมือนและแตกต่าง มากกว่าจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอีเมลส่วนตัวของฮิลลารี
ไม่เพียงแต่จะหายใจด้วยความโล่งอกเท่านั้น ฮิลลารียังรู้ว่าหลังจากการดีเบตครั้งแรกของพรรคแล้ว ประเด็นร้อนเรื่องนี้ก็จะแผ่วลงไปตามลำดับ เพราะเธอสามารถจะบอกได้ว่า มีแต่เพียงพรรคฝ่ายค้านเท่านั้นที่ต้องการจะทำลายชื่อเสียงเธอด้วยเรื่องนี้ แม้แต่คู่แข่งของเธอในพรรคยังยืนยันว่าเรื่องอีเมลส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารประเทศแต่อย่างไร
ฮิลลารีตอบคำถามเรื่องนโยบายสหรัฐในซีเรีย ผู้อพยพ สวัสดิการแม่ลูกอ่อน ค่าเล่าเรียนสำหรับนักเรียนและนักศึกษา การควบคุมพฤติกรรมของสถาบันการเงินและประเด็นปากท้องได้ตรงกับแนวทางของผู้สนับสนุนพรรคพอสมควร
ยิ่งคู่แข่งอีก 4 คนยืนยันตรงกันว่า พรรคเดโมแครตมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว มากกว่าพรรครีพับบลิกันอย่างชัดเจน อีกทั้งการดีเบตของพรรครีพับบลิกันก่อนหน้านี้ที่ขึ้นเวทีถึง 15 คนพร้อมกันค่อนข้างจะชุลมุนวุ่นวายเพราะซัดกันนัว
เหตุเพราะโดนัล ทรัมพ์ที่กำลังเป็นตัวเต็งของพรรครีพับบลิกัน ฟาดฟันผู้คนอย่างไม่เลือกหน้าจนเกิดภาพว่า พรรคนี้คงจะไม่สามารถหาคนที่ไปแข่งกับเดโมแครตในรอบสุดท้ายได้
เสร็จจากการดีเบต นักวิเคราะห์การเมืองมะกันส่วนใหญ่ให้คะแนนฮิลลารีมาที่หนึ่งตามมาด้วยแซนเดอร์ส
ตอนหนึ่งเธอถูกถามว่าทำไมการเมืองอเมริกันมีเพียงคนจากสองตระกูลคือบุชกับคลินตันเท่านั้นหรือ?
ฮิลลารีตอบว่า “ดิฉันไม่ได้สมัครเป็นประธานาธิบดีเพราะนามสกุลของดิฉัน แต่ที่ตัดสินใจสมัครเพราะดิฉันเชื่อว่าประสบการณ์ ความสามารถและความมุ่งมั่นจะรับใช้ชาติได้”
เมื่อถูกถามว่าเธอเป็น “นักการเมืองสายกลาง” หรือ “หัวก้าวหน้า” ฮิลลารีตอบอย่างไม่ลังเลว่า
“ดิฉันเป็นหัวก้าวหน้า...ที่สามารถทำให้เกิดผลงานได้จริง” (“I am a progressive who can get things done”)
เพราะเธอไม่ต้องการมีภาพว่าการเป็นเดโมแครตนั้นมักจะเรียกตัวเองว่า “หัวก้าวหน้า” (progressive) แต่มักจะไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้
ถ้าฮิลลารีได้รับเลือกจากพรรคเดโมแครต เธอจะต้องเจอกับใครจากพรรครีพับบลิกัน?
ยังไม่มีอะไรแน่นอน เพราะโพลล์ล่าสุดยังให้เศรษฐีปากร้ายโดนัล ทรัมพ์นำอยู่ด้วยคะแนน 23% ตามมาด้วยคุณหมอเบน คาร์สันที่ 9% ขณะที่เจ๊บ บุชที่เคยเป็นตัวเก็งอยู่อันดับห้าด้วยคะแนนเพียง 7% เศษ ๆ เท่านั้น
และหากท้ายสุดการชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวคือการสู้กันระหว่างฮิลลารี คลินตันกับโดนัล ทรัมพ์จริง ผมก็ต้องจองที่นั่งแถวหน้าก่อนคนอื่นทีเดียว!






