วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TPP : ไทยร่วมหรือไม่ร่วม ก็ต้องเกาะติดทุกฝีก้าว

ไทยควรจะร่วมกลุ่มประเทศ Trans Pacific Partnership (TPP) ที่มีสหรัฐกับญี่ปุ่นเป็นหัวหอก

 ในการตั้งเขตการค้าเสรียักษ์ และถูกมองว่าเป็นการปิดล้อมจีนหรือไม่?

สมาชิกก่อตั้ง 12 ประเทศมีผลผลิตมวลรวมหรือ GDP รวมกันเท่ากับ 40% ของโลกเพิ่งประกาศว่าบรรลุข้อตกลงแล้ว และให้รัฐสภาของแต่ละประเทศยืนยันทำสัตยาบันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

รัฐบาลไทยได้แสดงความสนใจที่จะร่วม เอกชนของไทยแตกเป็นฝ่ายที่เห็นว่าเรา “ตกขบวน” รถไฟนี้แล้ว ทำให้เสียโอกาสการส่งออกและการลงทุน

เอกชนอีกฝ่ายบอกว่าเราไม่ควรร่วมเพราะเงื่อนไขหลายประเด็นใน TPP มีผลกระทบทางลบต่อไทยโดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุข ภาคบริการ ภาคเกษตร มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม และทรัพย์สินทางปัญญา

นักวิเคราะห์มองว่าหากไทยไม่ร่วมทีพีพีในเร็ววัน จะพลาดโอกาสด้านการส่งออก อีกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติจะลดลง

สมาชิกอาเซียนเช่นสิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง ซึ่งอาจจะได้ประโยชน์ในรูปของการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ไปยังประเทศที่ลงนามร่วมในเขตการค้าเสรีใหม่นี้

ผู้ส่งออกของไทยเห็นประโยชน์ของการร่วมทีพีพีชัดเจน เหตุผลประการหนึ่งก็คือแม้ว่าข้อตกลงนี้จะยังไม่มีผลทางปฏิบัติทันที แต่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อในปีหน้า คาดว่าผู้ประกอบการต่างชาติอาจจะมีคำสั่งซื้อไปยังประเทศที่ได้สิทธิทีพีพีแทน

มีการมองด้วยว่าในระยะยาว ผลกระทบทางลบหากไทยไม่เป็นสมาชิกทีพีพีก็คือ การที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ขนาดใหญ่ของโลก เพราะสมาชิกในกลุ่มนี้ก็จะสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สมาชิกด้วยกันเอง

หากเป็นเช่นนั้นก็ย่อมจะมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีสากล ที่อ่อนแออยู่แล้วก็จะทรุดลงไปอีก

ผู้สนับสนุนแนวทางนี้ย่อมจะต้องเสนอว่ารัฐบาลไทยควรจะต้องแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมทีพีพีตั้งแต่ขณะนี้เพื่อจะได้รับการพิจารณาหากมีการเปิดรับสมาชิกในรอบหน้า

แต่อีกด้านหนึ่งผลกระทบทางลบต่อไทยหากยอมร่วมข้อตกลงก็จะมีไม่น้อยเช่นกัน

นักวิชาการบางคนมองว่านี่เป็นเกมการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐ ไทยเราไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเกินเหตุ เพราะไทยในฐานะเป็นสมาชิกอาเซียนยังมีเวที “Asean+6” อีกทั้งจีนกับอินเดียก็เป็นตลาดใหญ่ที่เป็นตลาดสำหรับไทย

จีนกำลังผลักดัน “One Belt, One Road” หรือ “เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21” ซึ่งก็คือการสร้างเครือข่ายด้านคมนาคมที่ส่งเสริมการค้าและการลงทุนเช่นกัน

อีกทั้งจีนก็ได้เสนอเขตการค้าเสรียักษ์ในเอเชียและแปซิฟิก อีกสูตรหนึ่งที่มีชื่อว่า Free Trade Area of Asia Pacific (FTAAP) ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถูกสกัดโดยสหรัฐเช่นกัน

การตัดสินใจของรัฐบาลไทยว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมเป็นสมาชิกทีพีพีจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบและต้องให้ “ทันเกม” การเมืองระหว่างประเทศระหว่างมหาอำนาจที่สามารถแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

การที่ไทยตัดสินใจไม่เป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งมิได้แปลว่าเรา “ตกขบวน” เสียเลยทีเดียว เพราะเมื่อเรายังไม่มีความแน่ชัดว่าข้อดีข้อเสียสำหรับประเทศไทยเป็นอย่างไร จึงต้องมีการประเมินทั้งจากมุมมองของรัฐและเอกชนอย่างรอบด้าน และต้องไม่ตกหลุมพรางของความเร่งร้อนเพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าเป็น “เด็กดี” ของประเทศมหาอำนาจใดประเทศหนึ่ง

จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐและเอกชน จะต้องตั้งหน่วยติดตามวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของ TPP จากนี้ไปทุกฝีก้าวเพื่อประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล และสร้างความพร้อมของเอกชนในทุก ๆ ด้านเพื่อสรุปได้ให้ว่าท้ายที่สุด การร่วมหรือไม่ร่วมจะให้ประโยชน์แก่ประเทศชาติมากกว่ากันกันแน่