วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อ่านสัญญาณดอกเบี้ย ‘เฟด’ ปัจจัยศก.ที่ไทยยังต้องเฝ้าระวัง

ประเด็นดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กลับมาอยู่ในกระแส

 ความสนใจของแวดวงเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดเมื่อวันที่ 16-17 ก.ย.ที่ผ่านมาซึ่งคณะกรรมการมีมีมติ 9:1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย(Fed Funds Rate) ไว้ในระดับต่ำที่กรอบ 0.00-0.25% ต่อไป เป็นการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในกรอบเดิมตลอดการประชุม 55 ครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์ขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน

นอกจากการคงอัตราดอกเบี้ยการปรับลด คาดการณ์เศรษฐกิจของหน่วยงานต่างๆ ก็ออกมาในทิศทางที่สอดคล้องกัน ว่าบรรยากาศเศรษฐกิจโลกอาจยังไม่เอื้ออำนวยต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปี2559 ลงเหลือ 3.6%จาเดิม 3.8% ขณะที่ธนาคารโลก (world bank) ก็ออกมาปรับลดจีดีพีของประเทศในเอเชียแปซิฟิกปี2559 รวมทั้งเศรษฐกิจจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมีแนวโน้มจะขยายตัวได้เพียง 6.7% ภาพทั้งหมดสะท้อนภาพความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ทำให้นักวิเคราะห์ และนักลงทุนจำนวนมากทั่วโลกต่างคาดหมายว่าการประชุมของ FOMC ที่เหลือในสองครั้งของปีนี้ในวันที่ 27-28 ต.ค.และ 15-16 ธ.ค. เฟดน่าจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปก่อน

ความเชื่อดังกล่าวส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีราคาเพิ่มขึ้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่ม ราคาน้ำมันดิบ รวมทั้งราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาพที่เราแทบไม่เห็นมาก่อนในปีนี้ ที่สินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิดปรับราคาขึ้นพร้อมๆกัน คำถามก็คือเราตีความสัญญาณดอกเบี้ยของเฟดอย่างถูกต้องหรือไม่

ผมได้มีโอกาสสอบถามมุมมองในเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จากผู้ที่มีหน้าที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกอย่างใกล้ชิด ในมุมของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีมองว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในเร็วๆ นี้ หรือภายในปีนี้นั้นเป็นไปได้ยากเนื่องจากสหรัฐฯ เองก็กลัวว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ ซึ่งนั่นจะทำให้เงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น และทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นรวดเร็ว จนกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะฟื้นตัว

ขณะที่กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ยังมีอยู่แม้จะเหลือการประชุมอีกเพียง 2 ครั้ง เนื่องจากถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ได้กล่าวชัดเจนถึงความจำเป็นที่เฟดควรจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เพียงแต่รายงานการประชุมของเฟดในเดือน ก.ย.เฟดอาจจะแสดงความกังวลถึงทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมากกว่าที่คาด ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงอาจต้องมีการชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย

โดยสิ่งที่กอบศักดิ์ย้ำก็คือหากเอกสารของเฟดโดยละเอียด จะพบว่าการชะลอการปรับดอกเบี้ยของเฟด ไม่ได้หมายความว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เลย แต่อาจเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว จากเดิมที่อาจจะปรับขึ้นสองครั้ง ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่เหลือ 2 ครั้งในปีนี้ ในขณะที่นักลงทุนทั่วโลกส่วนใหญ่ตีความว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนก็จะเกิดมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมพร้อมด้วยความไม่ประมาท ทั้งเรื่องเงินทุนไหลออก การอ่อนค่าของเงินบาท สงครามค่าเงินที่อาจเกิดขึ้นได้อีกระลอก

...ไม่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่การตัดสินใจดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทย หากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็ต้องตั้งรับกับความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน หากยังไม่ปรับขึ้นก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่แข็งแรงพอ ซึ่งก็ต้องมีการวางแผนรองรับเช่นกัน