วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ม็อบเสื้อแดง: มรดกความขัดแย้งทางเชื้อชาติในมาเลเซีย

แม้การชุมนุมใหญ่ Bersih 4.0 ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมาเลเซีย ที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

จะยังไม่สามารถทำให้นายนาจิบ ราซัค ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ตามที่หวังไว้ แต่การชุมนุมครั้งนี้ มีส่วนลดทอนคะแนนนิยมและความชอบธรรมของนายกฯ นาจิบ ราซัค ลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากการชุมนุมของแนวร่วม Bersih ซึ่งสวมใส่เสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์สิ้นสุดลง นายนาจิบ ราซัค อาจมีกำลังใจขึ้น เมื่อมีคนอีกกลุ่มหนึ่งจัดชุมนุมเพื่อสนับสนุนตัวเขา โดยคนกลุ่มนี้สวมใส่เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ หากมองอย่างผิวเผินอาจมองว่า เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย แต่ถึงแม้ว่าสีที่กลุ่มการเมืองมาเลเซียกับไทยเลือกใช้อาจตรงกัน แต่อุดมการณ์ และความมุ่งหมายทางการเมืองย่อมต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ

คนเสื้อแดงมาเลเซียเรียกตัวเองว่า Himpunan Rakyat Bersatu มีคำขวัญในการต่อสู้คือ “ต่อสู้เพื่อเกียรติยศของชาวมลายู” ได้มาชุมนุมกันนับหมื่นเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา นอกจากการชุมนุมครั้งนี้จะจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนนายนาจิบ ราซัค แล้ว พวกเขายังต้องการแสดงให้เห็นว่า ชาวมลายูควรมีอภิสิทธิ์ และได้รับการปกป้องเหนือกว่ากลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ ในมาเลเซีย ท่าทีเช่นนี้ส่งตรงไปยังแนวร่วม Bersih ที่ชาวมลายูบางส่วนมองว่า เป็นการเคลื่อนไหวของชาวจีนมาเลเซีย ที่ท้าทายชาวมลายู การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงนำบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติกลับสู่มาเลเซียอีกครั้งหนึ่ง

ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมาเลเซีย แต่เป็นเรื่องที่อยู่คู่การเมือง เศรษฐกิจและสังคมของดินแดนแห่งนี้มายาวนาน นับตั้งแต่ที่อังกฤษเจ้าอาณานิคม นำแรงงานจีนและอินเดียจำนวนมากเข้ามาในมลายาขณะนั้น เพื่อตอบสนองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยความต่างกันแทบทุกด้านของ “เจ้าบ้าน” กับ “ผู้มาใหม่” ประกอบกับนโยบาย “แบ่งแยกและปกครอง” ของอังกฤษที่ทำให้คนเหล่านี้แปลกแยกต่อกัน และไม่เคยผสานเข้าหากันได้ ซ้ำความชิงชังต่อกันยังเพิ่มขึ้นเมื่อ “เจ้าบ้าน” ชาวมลายูไม่ได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากเจ้าอาณานิคม จึงยังคงมีฐานะยากไร้ ขณะที่ “ผู้มาใหม่” โดยเฉพาะชาวจีน กลับได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากอังกฤษ จนมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มเรียกร้องสิทธิทางการเมืองมากขึ้น จึงทำให้ต่างฝ่ายจึงต่างมองกันด้วยความไม่พอใจ

ผู้นำทางการเมืองของแต่ละเชื้อชาติในขณะนั้น จึงก่อตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่ประกาศตนว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มคนเชื้อชาติต่างๆ ในดินแดนแห่งนี้ อาทิ พรรค UMNO เป็นตัวแทนชาวมลายู พรรค MCA เป็นตัวแทนชาวจีน พรรค MIC เป็นตัวแทนชาวอินเดีย รวมถึงพรรคการเมืองอีกมาก ที่ตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ให้แก่เชื้อชาติของตน และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจทางการเมืองหลายฝ่าย พยายามแก้ไขความขัดแย้งนี้ อาทิ เมื่ออังกฤษจะให้เอกราชแก่มลายาก็ตั้งเงื่อนไขว่า แต่ละเชื้อชาติต้องทำงานทางการเมืองร่วมกันได้ ผู้นำจากสามพรรคการเมืองข้างต้นจึงยอมรวมตัวกันก่อตั้ง “พรรคพันธมิตร” โดยมีข้อตกลงบางประการ เช่น ชาวมลายูต้องมีสิทธิทางการเมืองเหนือกว่าเชื้อชาติอื่นๆ แต่ต้องยอมรับสิทธิทางเศรษฐกิจของเชื้อชาติอื่นๆ เป็นต้น การประนีประนอมเช่นนี้นำมาซึ่งเอกราช และทำให้พรรคพันธมิตรยึดครองสถานะผู้นำรัฐบาลเรื่อยมา

แต่กระนั้น ความหวาดระแวงระหว่างกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ยังคงดำรงอยู่ในมาเลเซียเรื่อยมา เช่น เหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ใน ค.ศ.969 เนื่องจากการหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไป ที่พรรคการเมืองต่างๆ มีนโยบายเชิดชูเชื้อชาติตนเอง และวิจารณ์เชื้อชาติอื่นๆ อย่างรุนแรง จึงนำไปสู่การวิวาทระหว่างชาวมลายูกับชาวจีน ซึ่งลุกลามไปทั่วประเทศ เหตุการณ์นั้นทำให้นักการเมือง “สายเหยี่ยว” ในพรรค UMNO โจมตีแกนนำรุ่นเก่าว่า อ่อนข้อให้กลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ เกินไป ต่อมาคนรุ่นใหม่เหล่านี้ขึ้นมามีอำนาจและเสนอว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะยุติลง หากชาวมลายูซึ่งเป็น “ภูมิปุตรา” มีฐานะทางเศรษฐกิจดีเท่ากับคนเชื้อชาติอื่น แนวคิดนี้นำไปสู่นโยบาย “เศรษฐกิจใหม่” ค.ศ.1971 ซึ่งให้สิทธิพิเศษด้านเศรษฐกิจแก่ชาวมลายูเหนือกลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ และมีอีกหลายนโยบาย ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูตามมาอย่างต่อเนื่อง

นโยบายเหล่านั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มชื้อชาติอื่นๆ ที่มิใช่มลายู แต่รัฐบาลมาเลเซียได้ห้ามมิให้นำเรื่องเชื้อชาติซึ่งเป็นประเด็น “ละเอียดอ่อน” มาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ทุกกลุ่มเชื้อชาติยังคงนำเรื่องเหล่านี้มาเคลื่อนไหว เพื่อหวังผลทางการเมือง ดังปรากฏการเคลื่อนไหวของชาวจีนและอินเดียที่ยังมีอยู่เรื่อยมา และที่ตลกร้ายก็คือ แม้แต่นายฮิชาม มุดดิน ฮุสเซ็น นักการเมืองชาวมลายูคนสำคัญของฝ่ายรัฐบาล ก็ยังเคยนำกริชเข้าไปชูในที่ประชุมพรรค UMNO เมื่อ ค.ศ.2005 เพื่อเรียกร้องให้ร่วมกันปกป้องศักดิ์ศรีของชาวมลายู ที่กำลังเผชิญแรงท้าทายจากเชื้อชาติอื่นๆ เป็นต้น

อันที่จริงนายนาจิบ ราซัค ก็เข้าใจและพยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยเขาได้เสนอนโยบาย “มาเลเซียหนึ่งเดียว” (1 Malaysia) ที่พยายามสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ เพราะก่อนหน้านั้นอดีตนายรัฐมนตรีอับดุลลาห์ บาดาวี เคยเสนอนโยบาย “อิสลาม ฮาดารี” (Islam Hadhari) จนทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มิใช่ชาวมลายูมุสลิมกังวลว่า รัฐบาลจะมีท่าทีเช่นไรกับตน จึงลดการสนับสนุนต่อพรรครัฐบาลลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดเป็นที่น่าเสียดายว่า เมื่อปัญหาต่างๆ รุมเร้ามากขึ้น นายนาจิบ ราซัคและบรรดาผู้สนับสนุนของเขา กลับหวนไปปลุกแนวคิดเชื้อชาตินิยม ซึ่งถือเป็นมรดกความขัดแย้งในอดีตมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าว ทำให้สังคมหลากเชื้อชาติในมาเลเซียเกิดความร้าวฉานขึ้นอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน

-----------------

อภิเชษฐ กาญจนดิฐ

นักวิจัยฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว.

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ