เข้าสู่ไตรมาสที่สี่ หน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์ภาคเอกชนดังเช่นผู้เขียน คือการวางแผนงานสำหรับองค์กรในอนาคต
แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า การวางแผนเชิงธุรกิจในปัจจุบันยากขึ้นทุกที เพราะโลกและไทยมีปัจจัยใหม่ที่เปลี่ยนไปมากมาย และบางปัจจัยเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังเช่นที่นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มขนานนามว่า “บริบทใหม่” หรือ New Normal
คำว่า New Normal นี้ คิดค้นโดย 2 นักเศรษฐศาสตร์การเงิน อันได้แก่ บิล กรอสต์ และโมฮัมหมัด เอล-อีเรียด อดีตผู้บริหารหลักของ PIMCO ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยคำนี้มีความหมายสอดคล้องกับคำว่า Secular Stagnation หรือที่ผู้เขียนเคยแปลว่า “เศรษฐกิจโลกถูกแช่แข็ง” ที่มีความหมายอย่างง่าย ได้แก่ การที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำจากศักยภาพที่ลดลง และทำให้ดอกเบี้ยถูกกดให้อยู่ระดับต่ำไปเรื่อยๆ
แต่ ณ จุดนี้ ผู้เขียนมองคำว่า “New Normal” มีบริบทที่กว้างกว่าเดิม โดยขอแบ่งเป็น 5 บริบทหลัก อันได้แก่ บริบทระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศไทย ระดับนโยบายรัฐ และบริบทสุดท้ายคือนัยต่อภาคธุรกิจ โดยในบทความนี้ จะขอกล่าวถึง 2 บริบทแรกก่อน
ในส่วนแรก โลกในบริบทใหม่นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า เศรษฐกิจโลกยุคต่อไปจะเติบโตช้ากว่าเดิม รวมถึงมีความผันผวนมากกว่าในยุคก่อน อันเป็นผลมาจากสามปัจจัย อันได้แก่
หนึ่ง ศักยภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตจะลดลง เนื่องจากภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) ทั่วโลก ทำให้กำลังแรงงานลดลง สอง การที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ (Productivity) มากเท่าเมื่อก่อน ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีในปัจจุบัน เช่น สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ไม่ทำให้การผลิตขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เท่ากับเทคโนโลยีสายพานการผลิต (Assembly Line) ที่เริ่มคิดค้นเมื่อกว่าร้อยปีก่อน และทำให้สามารถผลิตสินค้าอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว
และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ จึงนำมาสู่ปัจจัยที่ สาม คือ การที่ทางการของประเทศต่าง ๆ จำต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำและ/หรืออัดฉีดสภาพคล่องอยู่ต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้ผู้คนนำเงินมาลงทุนมากขึ้น แต่ทั้งสามปัจจัยก็จะนำมาซึ่งความผันผวนทางการเงิน จากภาวะสภาพคล่องที่ล้นโลก
แต่แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมจะเติบโตต่ำกว่าในอดีต แต่หากพิจารณาแยกในรายประเทศแล้ว จะพบว่า ระดับการเติบโตจะแบ่งแยกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้แก่ สหรัฐ และบางประเทศที่เคยกระตุ้นเศรษฐกิจไป ตั้งแต่ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ จึงเริ่มฟื้นตัวขึ้น และพร้อมจะขยับดอกเบี้ยขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนาอื่นๆ ยังคงซึมเซา ทำให้ทางการยังคงอัดฉีดเงิน และ/หรือลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ภาพที่ขัดกันเช่นนี้ มีผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายให้มีความผันผวน รวมถึงมีแนวโน้มไหลกลับไปยังสหรัฐต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินสกุลอื่นมีแนวโน้มอ่อนค่าลงและผันผวน
ขณะที่ในอีกฝั่งหนึ่ง การชะลอตัวของประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน ที่เคยเติบโตร้อนแรง ทำให้ความต้องการในสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งโลหะอุตสาหกรรม โลหะมีค่า สินค้าเกษตร และสินค้าเชื้อเพลิงลดลง และเมื่อประกอบกับการเร่งการผลิต (รวมถึงการเพาะปลูก) ในช่วงก่อนหน้า และเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ เช่น Fracking หรือการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้หินดินดาน (Shale Gas/Oil) ทำให้ปริมาณผลผลิตสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมเพิ่มขึ้น และกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิยังคงตกต่ำต่อเนื่อง
ในส่วนที่สอง ได้แก่ บริบทในระดับภูมิภาค สิ่งที่เปลี่ยนไปและน่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะข้างหน้ามีอยู่สามประเด็น คือ หนึ่ง ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) และการแก่งแย่งครองความเป็นหนึ่งในภูมิภาค ระหว่างจีนและญี่ปุ่น สอง ประเด็นเศรษฐกิจจีนที่กำลังเข้าสู่ยุคของการปรับสมดุล เพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และ สาม การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และผลกระทบต่อไทย
โดยในประเด็นแรก จะเห็นได้ว่านโยบายรัฐบาลจีนในปัจจุบัน ต้องการเพิ่มบทบาทของตนในเวทีโลก และเพิ่มอิทธิพลในภูมิภาคมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดเศรษฐกิจที่กำลังจะแซงหน้าสหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า จีนจึงผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลก ในขณะเดียวกัน จีนยังมีแผนจะสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่งใหม่ๆ จากจีนไปยังประเทศแถบเอเชียกลาง ใต้ และตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อใช้ในการขนส่งผู้คน สินค้า รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ในอนาคต ซึ่งแนวคิดการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) ก็เพื่อเป็นหนทางหนึ่งในการระดมทุนให้กับรัฐบาลต่างๆ ในการสร้างเส้นทางดังกล่าว
นโยบายเช่นนี้ ทำให้สหรัฐซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางการทหารอันดับหนึ่ง ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ จึงผลักดันผ่านญี่ปุ่น ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสามารถเพิ่มกำลังทางทหาร และเสนอโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ให้กับเอเชียมากขึ้น ซึ่งผู้เขียนมองว่า ภาวะกึ่งสงครามเย็นระหว่างจีนและญี่ปุ่น ในฐานะตัวแทนของสหรัฐเช่นนี้ จะเป็นบริบทใหม่ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของเอเชีย ไปอีกกว่าทศวรรษเป็นอย่างน้อย
ในส่วนของจีนเองนั้น แม้ว่าจะพยายามเป็นหนึ่งในด้านเศรษฐกิจ และการทหารในระดับโลก แต่เศรษฐกิจภายในเองนั้นกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงิน รวมถึงกระแสเงินทุนไหลออกที่รุนแรงขึ้น และกระทบต่อค่าเงินหยวน ทำให้รัฐบาลเผชิญความยากลำบากขึ้น ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้ชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่าระยะต่อไป จีนจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลดค่าเงินหยวนต่อเนื่อง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ที่พึ่งพิงการส่งออกไปยังจีนดังเช่นไทย
ในส่วนสุดท้าย ได้แก่การเปิด AEC นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับเป็นหลัก ได้แก่ การค้าระหว่างประเทศของไทยและกลุ่มอินโดจีน (อันได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) มีมากขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับอัตราการขยายตัวของรายได้ของชาว CLMV และจุดแข็งของแต่ละประเทศ เช่น ภาคการส่งออกที่เข้มแข็งในเวียดนาม ทรัพยากรและพลังงานน้ำในลาว รวมถึงกระแสการบริโภคที่เติบโตอย่างร้อนแรงในกัมพูชาแล้ว นับเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของผู้ประกอบการไทย ในการทำการค้าและการลงทุนในประเทศเหล่านี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลและนักธุรกิจของไทย จะสามารถหยิบฉวยโอกาสและระมัดระวังความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียง 2 บริบทแรกของภาวะ New Normal ในส่วนที่เหลืออีก 3 บริบทนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป็






