จีน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ถูกจับตามองด้วยความหวาดวิตก จากหลายประเทศทั่วโลก
ในช่วงที่กำลังปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้วยการหันไปเน้นการบริโภคในประเทศ แทนการส่งออกและการลงทุน ซึ่งกระบวนการของการปรับเปลี่ยนสมดุลใหม่นี้ เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่ง และในระหว่างของการปรับเปลี่ยนอันสำคัญนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ก็ไม่ได้สูงลิ่วเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้หล่นลงสู่ระดับต่ำมากนักเช่นกัน เพราะตัวเลขคาดการณ์การเติบโตล่าสุดก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าหลายประเทศ
กระนั้น ความที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เมื่อขยับทำอะไรจึงกระทบไปหลายส่วน จีนจึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ปรับลดคาดการณ์ล่าสุดสำหรับการขยายตัวของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียลงเหลือ 5.8% ปีนี้ จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนก.ค.ว่าจะโต 6.1% และปรับลดคาดการณ์ปีหน้าลงเหลือ 6% จากคาดการณ์เดิม 6.2% สำหรับจีนเองนั้น เอดีบีคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 6.8% ปีนี้ ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 7% จากนั้นก็ชะลอตัวลงเหลือ 6.7% ปีหน้า
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ก็ได้นำภาพรวมของตลาดเกิดใหม่ และจีน มาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ย และตัดสินใจยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยหลังจากนั้นได้มีผู้ว่าการเฟดสาขาแอตแลนตาระบุว่าการตัดสินใจของเฟดที่ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย เป็นการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้แน่ใจว่าความผันผวนในตลาดจะไม่กลายเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐเอง มีความก้าวหน้ามากพอด้านการจ้างงาน และสามารถรองรับการขึ้นดอกเบี้่ยได้ แม้เงินเฟ้อยังต่ำอยู่ก็ตาม
จริงๆ แล้วหากมองในอีกมุมหนึ่งนั้น แทนที่จะแตกตื่นหรือวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงของภาวะชะลอตัวในโลก แต่หากเพ่งความสนใจไปที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ อันมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก น่าจะเป็นมุมมองที่สมเหตุสมผลพอสมควร ในกรณีของจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดรองลงจากสหรัฐก็เช่นกัน เพราะหลายเสียงรวมถึงหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบีเอง ก็มองว่าเศรษฐกิจจีนถูกพูดถึงในแง่ลบมากเกินไป เนื่องจากจริงๆ แล้วการบริโภคในจีนยังขยายตัวอย่างค่อนข้างแข็งแกร่ง ยอดขายปลีกก็ดูยืดหยุ่น เช่นเดียวกับการจ้างงาน สำหรับความผันผวนของตลาดหุ้นจีนนั้น ไม่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ
ในช่วงที่หลายประเทศรวมถึงไทย มีเวลามากขึ้นในการเตรียมตัวรับมือภาวะผันผวนต่างๆ อันอาจเกิดขึ้นในกรณีที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปี หรือเหตุการณ์ใดก็ตามที่อาจเกิดขึ้นก็ได้นั้น การเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ระบบการเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด การหาแนวทางที่สมดุลระหว่างการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภาคการเงินกับการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ และการใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างระมัดระวัง น่าจะช่วยให้ผ่านช่วงของความไม่แน่นอนไปได้อย่างไม่กระทบกระเทือนมากนัก และสามารถขยายตัวไปได้อย่างต่อเนื่องพร้อมๆ กับประเทศอื่นในโลก






