วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกษากับมหาเศรษฐี

หลังจากบริษัทแอปเปิลเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่และรับสั่งจองล่วงหน้าได้เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา

พร้อมกับสัญญาว่าจะเริ่มส่งสินค้าให้ผู้สั่งจองไว้ในวันที่ 25 กันยายนนี้ มีรายงานตามมาอย่างรวดเร็วว่ายอดขายจะทำลายสถิติของโทรศัพท์รุ่นก่อนอีกครั้ง การขายได้ในระดับนับสิบล้านเครื่องในช่วงเวลาไม่กี่วันน่าจะสะท้อนว่า แอปเปิลมีสาวกทั่วโลกซึ่งคงซื้อโทรศัพท์ไว้สำหรับประดับความนำสมัยไม่น้อยกว่าสำหรับใช้ในการขยายผลผลิตและความจำเป็นในการติดต่อสื่อสาร


จะเพราะอะไรคงไม่สำคัญ แต่ที่แน่นอนคือ ยอดขายแสนสูงนั้นส่งผลให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ๆ ในบริษัทแอปเปิล เช่น ลอรีน จอบส์ ภรรยาของสตีฟ จอบส์ร่ำรวยเพิ่มขึ้นอีกจากทรัพย์สินที่ฟอร์บส์ประเมินว่ามีอยู่แล้วกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ ทรัพย์สินกองนี้แม้จะไม่ใหญ่เท่าของผู้ที่ร่ำรวยอย่างฉับพลันจากการทำกิจการด้านเทคโนโลยีนำสมัย เช่น บิล เกตส์ และมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก แต่ก็นับว่าใหญ่จนยากที่จะใช้หมดด้วยตนเอง ลอรีน จอบส์ จึงเริ่มบริจาคทรัพย์สินกองใหญ่นั้นเพื่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเช่นเดียวกับบิล เกตส์ และมาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อรายงานว่า ลอรีน จอบส์ บริจาคเงิน 50 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการศึกษาในสหรัฐ


คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าชาวอเมริกันไม่ค่อยพอใจในระบบการศึกษาเบื้องต้นของตนมานานเนื่องจากการทดสอบความสัมฤทธิ์ปรากฏผลออกมาว่าเยาวชนอเมริกันได้คะแนนต่ำกว่าเยาวชนจากนับสิบประเทศ รัฐบาลอเมริกันพยายามปฏิรูปการศึกษามาเป็นทศวรรษ แต่ผลที่ออกมายังบ่งชี้ว่าล้าหลังประเทศอื่นมาก ภาคเอกชนจึงเดือดเนื้อร้อนใจ ผู้ที่มีเงินกองใหญ่ๆ หลายคนพยายามบริจาคเงินของตนเพื่อปรับปรุงการศึกษารวมทั้ง บิล เกตส์ และมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ด้วย


คอลัมน์นี้พูดถึงแนวคิดและกิจการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของบิล เกตส์ หลายครั้งแล้ว แนวคิดของเขามีอยู่ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นเองชื่อ The Road Ahead และ Business @ The Speed of Thought (บทคัดย่อภาษาไทยของทั้งสองเล่มอาจดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com ) ส่วนรายละเอียดด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเขามีอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้นคือ www.gatesfoundation.org มูลนิธินั้นเข้าไปสนับสนุนการศึกษาหลากหลายด้านรวมทั้งการปรับปรุงการเรียนการสอน การวัดผลสัมฤทธิ์และการเพิ่มศักยภาพของครู


ลอรีน จอบส์ เริ่มสนับสนุนการศึกษาด้วยการให้ทุนแก่เยาวชนด้อยโอกาสเพื่อเรียนในมหาวิทยาลัย เงินบริจาคชุดใหม่จำนวน 50 ล้านดอลลาร์จะใช้สำหรับการหาทางปรับปรุงโรงเรียนระดับชั้นมัธยม โครงการเริ่มเปิดให้นักการศึกษาและผู้สนใจเสนอแนวคิดสำหรับปรับปรุงโรงเรียนมัธยม หลังจากนั้น คณะกรรมการจะเลือก 5-10 แนวคิดไว้เพื่อนำไปทดลองปฏิบัติ เหตุผลเบื้องต้นของโครงการนี้คือ ลอรีน จอบส์ มองว่าการศึกษาชั้นมัธยมของสหรัฐออกแบบมากว่าร้อยปีแล้ว ระบบยังคงเดิมทั้งที่สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองหารูปแบบใหม่เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของสังคมแบบตรงเป้า


ดังเป็นที่ทราบกันดี มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เพิ่งอายุ 31 ปีและมีทรัพย์สินอันเกิดจากกิจการสังคมออนไลน์เฟสบุ๊คราว 36,700 ล้านดอลลาร์ คอลัมน์นี้เคยอ้างถึงแล้วว่าเขาเข้าร่วมโครงการให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ชื่อ “กิฟวิงเพลดจ์” ซึ่งบิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ขับเคลื่อนและมีมหาเศรษฐีเข้าร่วมกว่าร้อยคนแล้ว (เว็บไซต์ของโครงการคือwww.givingpledge.org ) เมื่อปี 2553 มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กบริจาคทรัพย์สินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์เพื่อให้เมืองนวร์คในรัฐนิวเจอร์ซีปฏิรูปการศึกษาเนื่องจากเมืองนั้นเยาวชนส่วนใหญ่เรียนไม่จบชั้นมัธยมเพราะมีปัญหาทางสังคมและทางเศรษฐกิจสูงในช่วงเวลา 5 ปีที่โครงการนั้นดำเนินอยู่ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ชื่อ เดลรุสซาคอฟฟ์ลงไปติดตามในสนามอยู่ตลอดเวลาและได้นำข้อมูลมาเสนอในหนังสือชื่อ The Prize: Who’s in Charge of America’s Schools?


ผู้แต่งหนังสือเล่าเรื่องราวของโครงการและตั้งข้อสังเกตไว้หลายอย่างรวมทั้งมองว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ในเบื้องแรก นักการเมืองและนักการศึกษาที่เข้ามาร่วมตั้งเป้าผิดโดยคิดว่าจะทำให้การปฏิรูปศึกษาของเมืองนั้นเป็นต้นแบบสำหรับผู้อื่น ผู้เขียนมองว่านั่นเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดถนัดเพราะปัญหาการศึกษาของแต่ละท้องถิ่นต่างกัน ฉะนั้น จะยกเอาแบบของที่ไหนไปใช้ทั้งดุ้นย่อมไม่ได้ประการที่สอง ประชาชนทั่วไปในเมืองนวร์คไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ ฉะนั้น ข้อมูลและปัญหาของประชาชนซึ่งสลับซับซ้อนมากจึงไม่ได้รับการพิจารณาส่งผลโครงการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดประการที่สาม การใช้เงินซึ่งแยกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ยากที่จะวัดผล จำนวน 50 ล้านดอลลาร์ใช้เป็นค่าตอบแทนให้ครูซึ่งวัดผลโดยตรงไม่ได้แม้ครูที่ใส่ใจจะได้ค่าตอบแทนพิเศษก็ตาม อีก 25 ล้านดอลลาร์ใช้สำหรับขยายโรงเรียนรับเหมา (charter school) ซึ่งบางส่วนเท่านั้นที่ประสบผลสำเร็จ ส่วนอีก 20 ล้านดอลลาร์ใช้จ้างที่ปรึกษาด้วยราคาสูงมากแบบสุดกู่ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าจะเป็นการจ้างผีโม่แป้งเสียมาก


ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนอาจย้ำเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้นคือ การขาดเงินอาจมิใช่ต้นตอของปัญหา แต่เป็นการมองการศึกษาแบบแยกส่วนและการใช้เงินอย่างขาดประสิทธิภาพ การเป็นสาวกของแอปเปิลแบบไม่ลืมหูลืมตาก็เป็นตัวชี้วัดผลของการศึกษาอย่างหนึ่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า “เงินนั้นหาไม่ยาก แต่การใช้ซิลำบากยิ่ง” ในสังคมที่มีความฉ้อฉลสูง มีผีโม่แป้งอยู่ทั่วไป มักทำอะไรแบบไฟไหม้ฟางและเน้นสร้างภาพเป็นหลักจะต้องมองประเด็นนี้ว่าน่าให้ความสำคัญเป็นพิเศษ