พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำหลายครั้งหลายหน
ในโอกาสต่างๆว่าเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติและสังคมโดยรวม และหวังว่านโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลผลักดันออกมานั้น จะสร้างรากฐานที่ดีให้กับประเทศ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทุกคนทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวต่อต้านการทำงาน ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการสืบทอดอำนาจของทหาร และกลุ่มข้าราชการประจำ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
การย้ำความคิดในเรื่องความรักชาติและประเทศ ของพล.อ.ประยุทธ์ อาจมองได้ว่าเป็นความคิดชาตินิยมที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่ แต่หากประเมินจากกระแสและการขับเคลื่อนต่างๆ ก็ถือว่ายังห่างไกลจากขบวนการชาตินิยมในอดีตอย่างมาก ซึ่งหากตีความคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์โดยโยงกับปัญหาที่สังคมไทยเผชิญแล้ว จะเห็นได้ว่าความรักชาติรักประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นระดับเพียงการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่กฎกติกาที่ถูกต้อง
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์และแกนนำรัฐบาลหลายคน พยายามเรียกร้องถึงความรักชาติและทำเพื่อประเทศ จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยจากกลุ่มการเมืองต่างๆตามมา อีกทั้งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นพิมพ์เขียวที่นำไปสู่การปฏิรูปประเทศตามที่ตั้งใจไว้ และหากติดตามประเด็นข้อถกเถียงต่างๆที่เกิดขึ้น ก็จะพบว่าอยู่บนพื้นฐานความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดิม ซึ่งเป็นการเมือง“พวกเขา-พวกเรา”อยู่เช่นเดิม แทบไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น การเรียกร้องของพล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องประเทศชาติ จึงไม่ได้รับการสนองตอบมากนัก และเป็นการเรียกร้องที่ไร้พลังในการขับเคลื่อน เนื่องจากสังคมเกิดความขัดแย้งกันมาอย่างหนัก และไม่เกิดความไว้วางใจกันอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดความหวาดระแวงในแทบทุกเรื่อง ซึ่งภาวะเช่นนี้ทำให้ประเด็นการขับเคลื่อนเพื่อประเทศนั้น ถูกตีความหมายในทางการเมืองแบบเดิม เป็นการเมืองที่หวังสร้างกระแสนิยมจากประชาชน โดยแทบไม่มีการมองถึงมิติของส่วนรวมและบางครั้งก็ถูกแปลงเจตนาอย่างผิดพลาด
เราเชื่อว่าคนรักชาติรักประเทศนั้นมีอยู่มากมายในสังคมไทย แต่จะทำอย่างไรให้สามารถรวมพลังงานเพื่อขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ของรัฐบาลและคสช. และการสร้างพลังให้เกิดขึ้นได้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมาก เพราะหาไม่แล้ว การขับเคลื่อนความรักชาติรักประเทศ ก็เป็นเพียงระดับนโยบายที่ออกมาผลักดันอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่กระแสตอบรับยังแผ่วเบา โดยไม่เห็นความสำคัญของอนาคตภายหน้า
ปมปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในขณะนี้ล้วนแต่เป็นประเด็นเดิม นั่นคือปัญหาความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นปัญหานับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถสร้างความไว้วางใจในสังคมขึ้นมาได้ ก็เป็นเรื่องยากอย่างมากสำหรับรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายใหญ่ๆระดับประเทศ เพราะสิ่งเหล่านี้มักจะถูกตั้งข้อสงสัยและยืนดูกันอยู่ห่างๆโดยไม่ได้รับความร่วมมืออย่างที่ควรจะเป็น
เราเห็นว่าในช่วงที่ประเทศเกิดปัญหาหลายด้านในขณะนี้ ทั้งปัญหาภายในเองและปัจจัยจากภายนอก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การสร้างความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ขณะนี้กำลังเกิดภาวะการยืนมองการเปลี่ยนไปของสังคม โดยมีฝ่ายนโยบายเป็นผู้แสดงเพียงฝ่ายเดียว โดยปราศจากความร่วมมือร่วมใจเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งการป่าวประกาศให้ประชาชนรักชาติรักประเทศ จึงแทบไม่มีผลตอบรับเท่าที่ควร เพราะเราขาดความไว้วางใจกันจนไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครรักประเทศชาติ






