วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยึดทรัพย์ขายทอดตลาดชดใช้ ค่าเสียหายกรณีรับจำนำข้าว

สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวในสื่อมวลชนว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดอดีตนายกรัฐมนตรีกรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

และ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่กรมการค้าต่างประเทศ อีกสามคน กรณีอ้างขายข้าวให้รัฐบาลจีนที่ไม่เป็นความจริงหรือที่เรียกว่าการขายข้าวจีทูจีเก๊ ที่ถูก คณะกรรมการป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ได้สอบข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว จะทำความเห็น ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทน เสนอนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งพิจารณา ภายในเดือนกันยายน 2558 และหลังจากนั้นจะดำเนินการเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา แล้วให้หน่วยงานที่เสียหายออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อไป

กรณีดังกล่าวมีคำถามว่า เหตุใดทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่ฟ้องเป็นคดีแพ่งให้ศาลพิพากษาให้ผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด เหตุที่หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่กรมการค้าต่างประเทศ อีกสามคน เป็นเจ้าหน้าที่ ตามคำนิยามของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 การดำเนินการเรียกให้บุคคลดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหาย จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าว และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และหากจะมีการใช้สิทธิทางศาล จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

เรื่องทำนองนี้ เคยมีกรณีหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ นำคดีไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) กล่าวหาว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นไปตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด จึงเป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ 2502/2554)

สำหรับการเรียกค่าเสียหายคดีรับจำนำข้าวและคดีขายข้าวจีทูจีเก๊ ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อไป คือกระทรวงการคลังที่เสียหายกรณีรับจำนำข้าว กระทรวงพาณิชย์ที่เสียหายกรณี ขายข้าวจีทูจีเก๊จะต้องออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามจำนวนเงินและภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามที่บัญญัติในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

มีคำถามตามมาว่า หากผู้รับผิดไม่ชำระโดยถูกต้องครบถ้วน จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป หากเป็นเช่นนั้น กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์ แล้วแต่กรณีต้องดำเนินการตามที่ได้บัญญัติในมาตรา 57 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยมีหนังสือเตือนถึงผู้รับผิดให้ชำระค่าสินไหมทดแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าพ้นกำหนดระยะเวลาตามหนังสือเตือนแล้ว ผู้ต้องรับผิดไม่ปฏิบัติตามคำเตือน มาถึงขั้นนี้แล้วกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดออกขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วนได้ โดยปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม

เนื่องจาก คำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวข้างตัน เป็นคำสั่งทางปกครอง ในกรณีนี้ผู้ได้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ คือฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 90 วัน อย่างไรก็ตาม การฟ้องต่อศาลปกครอง ก็ไม่เป็นการทุเลาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในการตาม ยึดหรืออายัดทรัพย์ เว้นแต่ผู้ใช้สิทธิอุทธรณ์จะขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองไว้ก่อนและศาลมีคำสั่งให้ทุเลาตามคำขอ ก็ต้องระงับการใช้มาตรการบัง คับทางปกครองไว้ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น

มีคำถามตามมาอีกว่า กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ มีกำลังคน มีประสบการณ์ ที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์ ของผู้รับผิดในคดีนี้ที่มีค่าสินไหมทดแทนสูงออกขายทอดตลาดเอาเงินมาใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยตนเองได้หรือ และถ้าหากทั้งสองกระทรวงเห็นว่าจะไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองด้วยตนเอง หรือใช้มาตรการบังคับด้วยตนเองไปแล้วแต่ปรากฏว่ามีปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องมากมาย จะดำเนินการอย่างไรต่อไป คำตอบคือ ควรใช้สิทธิทางศาลให้อัยการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้พิพากษาให้ผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้รัฐต่อไป ซึ่งสามารถกระทำได้ ตามแนวบรรทัดฐานที่ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำสั่งและคำพิพากษาไว้ เช่น

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ร.128/2554 ที่ระบุว่าไว้ในคำสั่งตอนหนึ่งว่า “หน่วยงานของรัฐมีอำนาจ ที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง (ให้ชำระค่าสินไหมทดแทน) ตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และโดยที่มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาด ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เป็นมาตรการหนึ่งเพื่อให้ได้ชำระเงินโดยครบถ้วน หากผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือหน่วยงานอื่น ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังมีข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับทางปกครอง ก็ไม่ตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีที่จะใช้สิทธิทางศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชดใช้เงินตามคำสั่งของผู้ฟ้องคดีได้ กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะเสนอข้อพิพาทต่อศาลปกครองซึ่งเป็นองค์กรตุลาการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสัมฤทธิผล และยังเป็นประโยชน์ต่อคู่กรณีในอันที่จะได้รับการรับรองและคุ้มครองสิทธิโดยศาล”