รัฐบาลเดินหน้านโยบายที่อาจเรียกได้ว่า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก
นั่นคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระดับหมู่บ้านนับแสนล้านบาท นอกจากนี้ยังเริ่มแก้ปัญหาให้กับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)อย่างจริงจัง รวมทั้งนโยบายการสร้างแรงจูงใจนักลงทุนด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)และการแก้ปัญหาการบริการภาครัฐให้มีความสะดวกและเร็วเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่านโยบายของรัฐบาลเป็นมาตรการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ
การขับเคลื่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นไปอย่างคึกคักอย่างยิ่งนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่ แม้ว่าหลักการมองปัญหาจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องของการขับเคลื่อนนโยบายออกมา กล่าวคือ บทบาทของรัฐบาลเข้าไปกระตุ้นอย่างเด่นชัด ไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนและให้ความสะดวกในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น โดยเป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนในครั้งนี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการอุปโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชน
การเปลี่ยนแปลงในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่สำคัญประการหนึ่ง คือการสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ หลังจากที่แนวโน้มการพึ่งพาภาคส่งออกไม่สามารถไปกำหนดกฏเกณฑ์อะไรได้มากนัก เนื่องจากต้องรอการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเมื่อไร ดังจะเห็นได้จากเมื่อสหรัฐที่มีปัญหามานานเริ่มกระเตื้องขึ้นก็ปรากฏว่ามีปัญหาจากเศรษฐกิจจีนเกิดขึ้นจนส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกนี้เองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ยาก ดังจะเห็นได้จากทีมเศรษฐกิจชุดเดิมประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามคาดการณ์
แต่ไม่ว่าเราจะสร้างความเข้มแข็งภายใน เพื่อรองรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกได้มากแค่ไหน เราก็จำต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยเปิดกว้างและมีความเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างแยกไม่ออก และหากคิดสัดส่วนความเกี่ยวโยงกันแล้วอาจมากกว่าที่ประเมินกันไว้ก็เป็นไปได้ เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยเปิดกว้างมากจนความเกี่ยวพันเศรษฐกิจโลกลงลึกเข้าถึงในระดับหมู่บ้าน ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือกำลังซื้อภาคชนบทลดลงมีผลมาจากสินค้าเกษตรตกต่ำทั่วโลก
ดังนั้น หากติดตามนโยบายรัฐบาลที่พยายามขับเคลื่อนในขณะนี้ อาจมองได้ว่าเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น เพราะถึงที่สุดเศรษฐกิจไทยโดยรวมก็ต้องพึ่งพาการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกอยู่นั่นเอง แต่มาตรการสร้างความเข้มแข็งภายในก็ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันมานานนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 แต่คำถามคือรัฐบาลที่ผ่านมานั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญและทำกันมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะหันมาสนใจต่อนโยบายการสร้าความเข้มแข็งภายในก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลปัจจุบันวางกรอบนโยบายใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งภายใน และได้ผลักดันนโยบายออกมาแล้ว เราเชื่อว่าถึงที่สุดแล้วปัญหาก็จะวนกลับมาในจุดเดิม นั่นคือ การวิจัยและการพัฒนา ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ และเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมไทยมาโดยตลอด และรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติจริงกับสวนทางกับสิ่งที่พูดกัน ดังจะเห็นจากงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาเราน้อยมาก ซึ่งตราบใดที่เรายังมีปัญหาเรื่องนี้ การสร้างความเข้มแข็งภายในที่ถือว่ามีความำคัญนั้นก็ทำได้เพียงแค่การอัดฉีดเงินลงไปเหมือนที่ผ่านๆมาเท่านั้น









